เปิดกรุผีไทย/เล่ม 1/เรื่อง 11

". . .กำลังเกี่ยวเหยื่ออยู่ ผมได้ยินเสียงแว่วจากท้องเรือ. . ." "มันเป็นเสียงคนพูดแว่ว ๆ ว่า เนื้อมันหวานกลมกล่อม ผมหันขวับดูรอบทิศ. . ."
เนื้อมันหวานกลมกล่อม

ณ ริมคลองด้านหนึ่งของตำบลคลองตัน มีเรือยนต์ลำหนึ่งเป็นเรือส่วนตัวของนักท่องเที่ยวหาความสุขทางลำน้ำ และมีเรือสำปั้นหาปลาลำหนึ่งจอดเทียบเรือยนต์อยู่ เป็นการซื้อขายปลาที่หามาได้

"ปลาคลองนี้ชุมนะลุงนะ" หญิงสาววัยยี่สิบกว่า ท่าทางทะมัดทะแมง เป็นแม่ครัว ได้พูดขึ้น

"พอมีครับ" นายมุต ชาวอิสลามผู้เฒ่า ตอบอย่างอารมณ์ดี

"งั้นอย่าแพงนะลุงนะ" แม่หญิงสาวใหญ่ รูปร่างสวย ย้อนรอยเข้าต่อตามราคาทีเล่นทีจริง

"นั่นแน่ คุณลมัยย้อนรอยลุงเข้าแล้ว" ชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับแม่สาวพูดให้ขบขัน คนในเรือยนต์ก็พลอยหัวเระาไปด้วย เพราะต่างมองดูการซื้อปลาของคุณลมัย

"กว่าจะได้มาก็แย่เหมือนกัน" ผู้เฒ่าขายปลาพูดและหัวเราะ "ถ้าลงมือหาตั้งแต่พลบค่ำ ลงเบ็ดราวไป และตอนเช้ามืดมาทอดแหอีกทีหนึ่ง ก็ได้

เนื้อมันหวานกลมกล่อม

พะเรอะละครับ แต่นี่ผมทอดแหเอาตอนเช้านี่เอง"

"อ้าว! ทำไมไม่ลงเบ็ดราวตอนกลางคืนด้วยล่ะลุง" ชายหนุ่มนั้นถาม

"โอย ไม่ไหวแล้วครับ แก่แล้ว กำลังอดนอนไม่ไหว เมื่อหนุ่ม ๆ ซิครับ ผมหาจริง เดี๋ยวนี้หาพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องสองคนตายายเท่านั้น" นายมุตพูดแล้วหันมองหญิงชราอีกคนที่เป็นผู้พายเรือ ตัวแกแก่แล้ว แต่ยังสามารถทอดแหได้

"ทอดแหกลางคืนได้ไหมลุง" คุณสาวลมัยถาม

"ตาหูไม่ดีครับ และไม่มีใครทอดกัน เพราะมองปลาผุดและพรายน้ำไม่เห็น ก็ไม่รู้ว่า ปลาชักกลุ่มที่ไหนบ้าง ตอนเช้าละมันเห็นดีกว่า โอ้ย! คุณเอ๋ย ผมหาปลามาแต่สมัยหนุ่ม ต้องระวังตัวแจเลย จระเข้มันมีด้วยนี่ครับคลองนี้" นายมุตพูดแล้วชี้มือปราดไปตามคลอง

"เอ๊ะ จระเข้มีหรือคะลุง" คุณลมัยรีบถาม

"เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอกครับ" ผู้เฒ่าตอบ "มันหายไปหมดแล้ว อาบน้ำอาบท่าได้สบาย ลอยคอตลอดคลองก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนโน้นไม่ได้ครับ โอ้ย! ทั้งสัตว์ในน้ำ และผีสางตามท้องน้ำก็เกะกะ หลอกคนหาปลาเสียจริง ๆ แทบไม่ต้องเว้นแต่ละราย"

พวกคนฟังหนุ่ม ๆ สาว ๆ หัวสมัยใหม่หัวเราะกันครืน พูดเรื่องผีดูเป็นการขบขัน

"ถ้าจะโดนพวกเดียวกันหลอกน่ะซีลุง" คุณลมัยว่า "เพราะเกรงจะแย่งหากิน"

"อย่างนี้ก็เก็นจะมีมั่งละครับ แต่ผมเองน่ะโดนจริง ๆ ไม่ใช่คนหลอกเลย เวลานั้นผมยังไม่ได้กับยายเลย ยังหนุ่มอยู่ คลองนี้แหละครับ ผมโดนหลายหน ผมฟันเสียเต็มเหนี่ยว แต๋โดนเรือเราเองยับไป" ผู้เฒ่าเล่า

มีการหัวเราะกันอีก ที่ตอนว่า ฟันเรือของตัวเองโดยไม่ถูกผี

"แหม! คุณลุงช่วยเล่าให้ฟังหน่อยเถอะ อยากฟังจัง กาแฟมีนะลุง ป้า ฉันชงแล้ว" ชายหนุ่มอีกคนพูดขอร้อง และหันไปทางเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง และพูดว่า

"ณรงค์! รินกาแฟสองถ้วยเถอะ ให้ลุงกะป้าแกดื่ม"

คนในเรือยนต์ก็เฮรวมกันมากราบเดียวหมด ลุงมุตเห็นท่าจะหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องผีไม่พ้น ก็หัวเราะอย่างจำใจ

"เอาเถอะลุง" คุณลมัยว่า "กุ้งฉันจะซื้อหมด สำหรับปลาก็เอาบ้างพอดู ซื้อไปแจกกันกิน เล่าเรื่องเลยลุง ไม่ต้องห่วงการขายละ"

ลุงมุตและเมียยิ้มอย่างโล่งใจและสบายใจ

"เอาอีตอนที่ผมยังหนุ่มและลงเบ็ดราวนะครับ" แกว่า

"เอาเลยลุง ฉันชอบฟัง" คุณลมัยพูดและขยับเข้าใกล้

"วันนั้น ลูกค้าผม ชาวบ้านนี่แหละครับ เขาจะทำบุญกัน เขาก็ว่าปลาผมไว้แต่หัวค่ำ ตกลงว่า ตอนเช้าเป็นส่งปลาและกุ้งให้เขาทัน ผมจัดแจงเอาสวิงช้อนลูกกุ้งฝอยไว้แยะเป็นเหยื่อเกี่ยวเบ็ด" แกลงมือเริ่มเรื่อง

"เอ๊ะ ใช้เหยื่อลูกกุ้งเรอะลุง" ชายหนุ่มคนหนึ่งถามและส่งกาแฟให้สองถ้วย

"ครับ นักหาปลาก็ต้องอัฐยายซื้อขนมยายครับ" ลุงมุตรับกาแฟไปจิบและส่งให้เมียอีกแก้ว แกซดกาแฟร้อนแล้วกระแอมนิดหน่อย

"การลงเบ็ดราวของผม ผมชอบวางทุ่นลอยเป็นแถว และทุ่นนั้นมีกระดิ่งไม้ไผ่ ก็เกราะนี่แหละครับ เวลาปลากิน เกราะมันจะรัวโกร๋งเกร๋ง เราก็รู้ว่า ปลากินเบ็ดมากและน้อยตามเสียงเกราะ ถ้าน้อย เกราะก็ดังน้อย ถ้าลง เกราะดังกราวไปหมดละครับ เที่ยวนั้นหลายตัวนัก ผมวางเบ็ดตั้งแต่เย็นโพล้เพล้ ตั้งแต่หัวสุเหร่าโน่นไปจนสุดท้ายบ้านโน้นลิบ ๆ" หยุดจิบกาแฟ

"พอตกค่ำเท่านั้นแหละครับ เกราะรัวแล้วซี ผมถอยเรือออกจากตลิ่ง ลงมือกู้เบ็ด แต่ไม่มีปลาติดเลยสักตัวครับ ผมแปลกใจ แต่เหยื่อถูกปลากินไปหมด ผมโทษเจ้าเกราะของผมเองว่า มันหลอกลวงผม มันถูกลมพัดแรงก็รัวขึ้น แต่เอ๊ะ เหยื่อหมดนี่ครับ ปลาคงกินแล้วหลุดไป แต่ก็ประหลาด ทำไมหลุดหมดทั้งเบ็ด ที่มีจำนวน ๕๐ ตัวน่าจะเหลือบ้างสักตัวสองตัว แต่ผมนึกไปมือก็เกี่ยวเหยื่อไป ตกลงวางเบ็ดไปอีก และก็เป็นไปดังนี้แหละครับ ถึงสามคราว กู้เปล่า ๆ ผมเดือดใจนัก หาปลามาตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม ไม่เคยแพ้ปลาเลย"

"ถ้าจะโดนหลอกเข้าแล้ว ผีมันเขย่า" คุณลมัยว่า

"ไม่รู้ซีครับ ตอนนั้น ผมไม่สงสัยอะไรเลย โทษว่า ตัวเองช้าไป เกราะดังแล้วพายเรือเข้ากู้ช้าไป ปลาเลยหลุดหมด ผมด่าโชคของตัวเอง แต่ก็ททำการไปจนเกือบสามุ่ม เอ! ทีนี้ซิ ปลาติดแยะเชียวครับ ปลาเค้าโต ๆ ปลาเนื้ออ่อนใหญ่ ๆ ปลากดอีก ผมเวียนกู้เบ็ดเกี่ยวเหยื่ออย่างอ่อนใจ พอสี่ทุ่ม ก็ได้ปลาราว ๆ ร้อยกว่าตัวแล้วครับ พอส่งลูกค้าเขาแน่ละ แต่ในตอนหนึ่งที่กำลังเกี่ยวเหยื่ออยู่ ผมได้ยินเสียงแว่วจากท้องเรือที่ใส่ปลาไว้มันดังกรวบ ๆ คล้ายอะไรมันขบเคี้ยวอะไร ผมหันไปดู ก็เห็นแต่ปลามันดิ้นอยู่ตามระเบียบของมัน"

"เสียงอะไร?" ชายคนหนึ่งถาม

"ไม่รู้ซีครับ" แกว่า "มันดังหลายหนครับ ผมเหลียวไปก็ไม่มีอะไร ผมพายเรือมาจอดริมตลิ่ง มันก็คงดังอีก กรวบ ๆ กรวบ ๆ ผมจึงหยิบตะเกียงส่องดู เอ๊ะ! ปลาตัวเล็ก ๆ หายไปตั้งหลายตัว มันมีปลาเค้าใหญ่อยู่ตัวหนึ่งมันดิ้นกระดิกตัวนิด ๆ และปากมันขยับ ๆ อยู่ ท้องมันกางเชียวครับ"

"ยังไงกัน อ้ายปลาเค้าจะกินปลาตัวเล็กหรือ?" คุณลมัยถาม ตาโพลง

"ไม่รู้ซีครับ ไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่เกิดมา ปลามัน ถ้าจะกินกัน ก็ต้องอยู่ในน้ำ ถึงจะกินกัน มันจะกินกันบกบกได้อย่างไร แต่เอ๊ะ! แล้วปลาเนื้ออ่อนตัวย่อม ๆ หายไปหลายตัว หรือว่า มันกระเสือกระสนเข้าไปอยู่เสียใต้กระดาน พอนึกอย่างนี้แล้ว ก็หายข้องใจ และทั้งว่า อ้ายปลาเค้ามันนอนเฉย ๆ เป็นแต่ขยับเหงือกของมันหยุบหยับอย่างปลาธรรมดาที่ขึ้นบก ก็ระบายอากาศตามเรื่องของมัน ผมจึงวางตะเกียงไว้ พอเสียงเกราะดังอีก ผมก็ออกเรือไปกู้เบ็ดอีกตามเคย คราวนี้ มันดังกรวบ ๆ อีก ผมรีบส่องไฟดู โอ! คุณครับ คราวนี้ เห็นกับตาเลย" แกพูดแค่นี้ ทำตาพอง "อ้ายเค้ามันกำลังคาบปลาเนื้ออ่อนคาปากอยู่เลย แหม ผมโมโหจัง หยิบพายตีเสีย นอนเงียบไปเลย โอ้โฮ มันร้ายจริงครับ ขึ้นอยู่บนบกแล้วก็ยังกินกันอีก" แกพูดอย่างน่าขัน แต่ไม่มีใครหัวเราะอย่างแรก ๆ

"แล้วไงอีกลุง" ชายหนุ่มถาม

"พอผมเห็นมันตาย ผมก็ถอนใจ ผมก็ทำงานของผม คราวนี้ ได้อ้ายช่อนบ้าง ปลาแมลงภู่บ้าง ปลากรายบ้าง ผมหายเสียดายปลาเนื้ออ่อน ทำการเกี่ยวเหยื่ออีกตามเคย เกี่ยวแล้วถอยเรือเลื่อนไปอีกทุ่นหนึ่ง ผมลงทุ่นลอยติดเกราะไว้ถึงห้าทุ่ม ขณะที่ผมยกพายจุ่มน้ำแรงไปหน่อย เจ้าปลาเค้าตัวใหญ่ตัวหนึ่งตกใจพุ่งขึ้นจากน้ำข้ามหัวผม แล้วตัวมันก็ตกลงก้นท้องเรือรวมกับปลาอื่น ๆ ผมส่องไฟดู โอ้โฮ มันใหญ่เอาการ แต่ชาวบ้านนี้เขาถือว่า ปลาตกใจ อย่าเอามันเลย ควรปล่อยไปเสียดีกว่า ผมเลยตกลงใจจับมันปล่อยน้ำไป"

"แล้วกัน!" คุณลมัยร้องเบา ๆ "ทำไมถืออะไรกัน โดดขึ้นมาก็เป็นลาภของเรา"

"ชาวบ้านนี้เขาลือกันว่า มันจะทำให้ลาภเสีย" แกว่า

"พิลึก" คุณลมัยบ่น "เป็นฉัน ฉันไม่ยอม ปลาก็ได้เยอะแล้ว จะกลัวหมดลาภอะไรอีก"

"ผมก็นึกอย่างคุณแหละครับ แต่ยังไงรีบปล่อยไปก็ไม่ทราบ" แกหัวเราะ "แต่ว่า เอาอีกแล้วซิคุณ เสียงกรวบ ๆ ดังอีก ผมรีบจับตะเกียงและเปิดกระดานเรือบางตอนดู เผื่อว่า จะมีปลาเค้าตัวโตอื่น ๆ มากินปลาอีก แต่ก็ไม่มีอะไร" แกยกกาแฟดื่มรวดเดียวหมดแก้วแล้วพูดต่อ

"ผมชักรำคาญใจ เห็นว่า ได้พอแล้ว ก็เก็บเบ็ด เอาทุ่มขึ้น รวบเบ็ด เก็บปลาที่ติดเบ็ดก็ปลดลงท้องเรือไป พอเก็บอะไรหมดแล้ว ผมก็ปล่อยให้เรือลอย มวนบุหรี่ตองแห้งสูบให้สบายใจ อ้อ! ผมลืมบอกไปว่า ตามธรรมเนียการหาปลา เราทำการกู้เบ็ดปลดเบ็ด เราจะต้องนั่งพายอยู่ตอนหัวเรือ ใช้พายของเราที่ชำนาญคัดวาดคล้าย ๆ มีคนถือท้ายอีกคนหนึ่ง ถ้าเราพายตอนท้ายอย่างเรือธรรมดา เราทำการปลดปลาเกี่ยวเหยื่อไม่ถนัดครับ หัวเรือมันจะเบนซ้ายขวา เราทำการไม่สะดวก จึงต้องพายทางหัวเรือ วิธีอย่างนี้พวกหาปลาพายเป็นและคล่องกันทุกคนครับ" แกพูดไป มวนบุหรี่ไป

"เอาอย่างนี้ไหมลุง?" ชายคนหนึ่งถามและชูซองบุหรี่ซิกาเรตให้ดู

"โอ ขอบใจครับ อย่างผมสูบไม่ถึงใจครับ" แกปฏิเสธแล้วพูดต่อ "อีตอนผมพายกลับบ้าน ก็เลยพายอยู่ทางหัวนั่นแหละครับ ขี้เกียจกลับลำ เสียงดังกรวบ ๆ ก็มีมาอีก แต่ผมคร้านจะเหลียวดู คิดว่า ประเดี๋ยวก็ถึงบ้าน พบตัวไหนกินอีก ก็สังหารให้ตายเสียหมดเรื่องไป ผมพายฝ่าความมืดไป หลีกกอสวะบ้างเป็นตอน ๆ ตาคอยระวังอ้ายเข้อยู่เหมือนกัน เคราะห์หามยามร้าย พายไปเกยมันเข้า ถ้ามันขึ้นมาลอยอยู่ก็ลำบาก ผมคลำดาบดูเห็นเรียบร้อยก็สบายใจ เจอะเข้าก็ขอฟันให้จ๋ำหนับละ เข้เป็นเข้ซิ มัวเกรงมันก็หากินไม่ได้ ในคลองนี้ไม่มีใครทานผมหรอกครับเรื่องหา คนอื่น ๆ พอดึกเข้าเขาก็ไม่เอา กลับบ้านกันหมด"

"ไม่มีใครหาปลาเจอะกันนักหรือลุง" คุณลมัยถาม

"อ๋อ อยู่กันคนละเขตครับ เขตใครเขตใคร เขารู้ว่า เราอยู่ทางนี้ เขาก็ไม่มาลงซ้ำที่กัน นี่ คุณครับ ในระหว่างที่ผมพายกลับน่ะ มันมีเสียงประหลาดเกิดขึ้น มันเป็นเสียงคนพูดแว่ว ๆ ว่า

"เนื้อมันหวานกลมกล่อม" ผมหันขวับดูรอบทิศ มันมืดมาก ไม่เห็นมีเรือแพใครจะออกที่ใดบ้างก็ไม่รู้ ผมก็พายมาเรื่อย ๆ อีกประเดี๋ยวก็จะถึงบ้านอยู่แล้ว เสียงนั้นก็ดังอีก และดังอยู่ข้างหลังผม คล้าย ๆ จะเป็นในเรือเราตอนท้ายนั่นเอง เนื้อมันหวานกลมกล่อม ผมหันหน้าอย่างเร็ว ตะเกียงปกติวางไว้เบื้องหลังเพื่อไม่ให้ตาพร่าเมื่อเวลาพายเรือ พอผมเหลียวไปก็พบเจ้าของเสียงเชียวครับ มันเป็นใครไม่รู้มาอยู่ในเรือผม กำลังถือปลาอยู่ในมือ เราจังหน้ากัน อ้ายคนนั้นยิ้มเก้อ ๆ และพูดว่า เนื้อมันหวาน ผมใจหายวูบเลย ไม่ฟังแล้วทีนี้ ผมคว้าดาบได้ ทิ้งพาย โดดเข้าฟันเต็มเหนี่ยว อ้ายนั่นโผจากเรือผมไปคล้ายบินได้อย่างนก ผมสับเอาเรือผมเองเบ้อไปเลย ผมเสียวไปทั้งตัว รู้สึกว่า หัวโตเท่ากระบุง จะร้องให้ใครช่วยก็ไม่มี สองข้างคลองเขานอนกันหมด บ้านห่าง ๆ กันมีแต่ป่ากับทุ่งโล่ง ผมจ้ำไม่คิดชีวิตเลยครับ นั่งพายอยู่ทางหัวเรือง วิ่งอู้เลย"

"โอย แย่! แล้วทำอย่างไร?" ชายหนุ่มถาม

"ผมเข้าคูบ้าน แล้วเอะอะเรียกคนบนบ้าน พอเขาตื่นมา ผมค่อยใจชื้น บังเอิญที่บ้านผมเขาไม่ค่อยนอนกันในบ้าน นอนกันตามชานเรือนบ้าง ตามโรงข้าวบ้าง ผมเล่าให้เขาฟัง ปากคอสั่น โอย โดนอย่างนี้แย่เลย"

"แล้วเรื่องปลาล่ะ อยู่บ้างไหม?" คุณลมัยถาม

"ก็อยู่บ้างครับ" แกตอบและโคลงหัว "เคราะห์ร้ายครับ พอรุ่งเช้า ผมเอาไปให้บ้านที่เขาว่าไว้ และเล่าเรื่องโดนผีหลอกให้เขาฟัง เขาเลยไม่ซื้อปลาผมครับ"

"อ้าว! ทำไม?" ชายหนุ่มถามเกือบพร้อม ๆ กัน

"เขาว่า ปลาเหลือจากผีกินแล้ว เขาก็ไม่เอา เวรกรรมจริงครับ ผมหมดกำลังใจ เลยกลับไปบอกพวกบ้านให้เขาพายไปขายที่ตลาด จึงได้เงินมา"

พวกในเรือยนต์ถอนใจกันเสียงเฮือกไปหมด

"ชีวิตของคนหาปลาคนเดียวกลางดึกก็น่าเห็นใจอย่างที่เล่ษ" คุณลมัยพูดแล้วหันหน้ามองกุ้งปลา "กุ้งฉันเหมาหมด แต่ปลานั่นขอปลาช่อนและปลาเนื้ออ่อน นอกนั้นลุงไปขายต่อเถิด"

เมื่อมีการนับตัวปลา และตกลงราคา จ่ายเงินจ่ายทองกันแล้ว ก็ต่างผละจากกัน

"วันหลังพบกันอีกนะลุง" ชายหนุ่มว่า แล้วก็สั่งคนเรือให้เดินเครื่องเพื่อจะเดินทางเที่ยวกันรอนแรมต่อไปอีกข้างหน้า