เปิดรายการเลือกหลัก

วิกิซอร์ซ β

สามก๊ก/ตอนที่ ๑

< สามก๊ก
สามก๊ก
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒

สารบัญ ลง



สารบัญ


หน้า
เรื่อง
  อธิบายพงศาวดารก่อนเรื่องสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
  พระเจ้าเลนเต้เสวยราชย์
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
  เกิดโจรโพกผ้าเหลือง
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
  พระเจ้าเลนเต้ประกาศบำเหน็จการปราบโจรผ้าเหลือง
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
  เริ่มกล่าวถึงเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
  เริ่มกล่าวถึงโจโฉ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๑๒
  เริ่มกล่าวถึงตั๋งโต๊ะ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๑๔
  เริ่มกล่าวถึงซุนเกี๋ยน
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๑๗
รูป
  รูปที่   ๒๔   เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทำสัตย์สาบานกัน
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
  รูปที่   ๒๕   เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ออกรบโจรโพกผ้าเหลืองครั้งแรก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
 



หน้า ๓–๑๙ ขึ้นลงสารบัญ



ตอนที่ ๑



เดิมแผ่นดินเมืองจีนทั้งปวงนั้นเป็นสุขมาช้านานแล้วก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข มีพระมหากษัตริย์ทรงพระนาม พระเจ้าจิวบูอ๋อง[1] แลพระวงศ์ได้เสวยราชย์ต่อ ๆ ลงมาเป็นหลายพระองค์ ได้ความสุขมาถึงเจ็ดร้อยปีจึงมีผู้ตั้งแข็งเมืองถึงเจ็ดหัวเมือง ครั้งนั้น พระเจ้าจิ๋นอ๋องได้เสวยราชย์ในเมืองจิ๋นก๊ก ให้ไปตีเอาหัวเมืองทั้งเจ็ดนั้นเข้าอยู่ในอาณาจักรพระเจ้าจิ๋นอ๋องทั้งสิ้น[2] ครั้นอยู่มา พระเจ้าจิ๋นอ๋องเสียแก่ฮั่นฌ้อ แล้วฮั่นโกโจกับฮั่นฌ้อรบกัน จึงได้ราชสมบัติแก่ฮั่นโกโจ ฮั่นโกโจแลพระราชวงศ์ได้เสวยราชสมบัติต่อ ๆ มาในแผ่นดินจีนนั้นถึงสิบสององค์ มีขุนนางคนหนึ่งชื่อ อองมัง เป็นขบถชิงเอาราชสมบัติได้เป็นเจ้าแผ่นดินอยู่สิบแปดปี แล้วจึงมีหลานพระเจ้าฮั่นโกโจชื่อ ฮั่นกองบู๊ จับอองมังฆ่าเสียชิงเอาราชสมบัติได้ เสวยราชย์สืบวงศ์มาสิบสององค์ พระองค์ได้เสวยราชย์ที่สุดนั้นทรงพระนามว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงแตกเป็นสามเมือง ภาษาจีนเรียกว่า สามก๊ก

เหตุทั้งนี้เพราะพระเจ้าฮั่นเต้[3] หาพระราชบุตรมิได้ ขอเลนเต้มาเลี้ยง จนเลนเต้ได้เสวยราชย์มีพระราชบุตรสององค์ชื่อ หองจูเปียน หนึ่ง หองจูเหียบ หนึ่ง แลเมื่อพระเจ้าเลนเต้เสวยราชย์นั้นมิได้ตั้งอยู่ในโบราณราชประเพณี แลมิได้คบหาคนสัตยธรรม เชื่อถือแต่คนอันเป็นอาสัตย์ ประพฤติแต่ตามอำเภอใจแห่งพระองค์ เสียราชประเพณีไป จึงมีขันทีผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อ เทาเจียด กับพวกขันทีทั้งปวงเห็นว่า พระเจ้าเลนเต้รักใคร่ไว้พระทัย จึงคิดกันกระทำการหยาบช้าต่าง ๆ แต่บรรดาราชกิจสิ่งใดนั้นขันทีว่ากล่าวเอาผิดเป็นชอบ ขุนนางแลอาณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อนนัก จึงมีขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองชื่อ เตาบู ตันผวน เห็นผิดคิดอ่านจะจับขันทีฆ่าเสีย เทาเจียดขันทีรู้ตัวจึงให้พรรคพวกจับเตาบูตันผวนไปฆ่าเสีย เทาเจียดแลพวกขันทีทั้งปวงยิ่งทำการกำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน

ครั้นอยู่มา พระเจ้าเลนเต้เสวยราชสมบัติได้สิบสองปี (พ.ศ. ๗๒๒) ณ เดือนสี่ ขึ้นสิบห้าค่ำ เสด็จอยู่บนพระเก้าอี้ ณ พระที่นั่งอุนต๊กเตี้ยน เวลาตะวันเที่ยง เกิดลมพายุหนัก มีงูสีเขียวใหญ่ตกลงมาพันอยู่ที่เท้าพระเก้าอี้ซึ่งเสด็จอยู่นั้น พระเจ้าเลนเต้ตกพระทัยล้มลงจากพระเก้าอี้หาพระสติมิได้ ชาวรักษาพระองค์เข้าช่วยพยุงเชิญเสด็จเข้าไปที่ข้างใน บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งเฝ้าอยู่นั้นเห็นงูก็ตกใจกลัวต่างคนก็วิ่งหนีไปอยู่หน่อยหนึ่ง งูนั้นก็หายไป จึงเกิดฟ้าร้องฝนตกห่าใหญ่ ลูกเห็บตกลงตึกแลเรือนราษฎรทั้งปวงหักทลายเป็นอันมาก จนเวลาเที่ยงคืนฝนจึงหยุด ครั้นอยู่มาได้สี่ปี (พ.ศ. ๗๒๖) ณ เดือนยี่ เมืองลกเอี๋ยงแผ่นดินไหว น้ำทะเลเกิดใหญ่ท่วมตึกแลเรือนอาณาประชาราษฎรซึ่งอยู่ตีนท่านั้นถล่มลอยไปเป็นอันมาก ไก่ตัวเมียกลายเป็นตัวผู้

ครั้นถึงเดือนหก ขึ้นค่ำหนึ่ง เกิดนิมิตเป็นควันเพลิงพลุ่งขึ้นไปสูงประมาณยี่สิบวา แล้วควันเพลิงนั้นพลุ่งเข้าไปในพระที่นั่งอุนต๊กเตี้ยน ครั้น ณ เดือนเจ็ด เกิดนิมิตรัศมีรุ้งตกลงในพระราชวัง แลเขารันซัวสูงใหญ่บันดาลแตกทลายลง พระเจ้าเลนเต้จึงถามขุนนางทั้งปวงว่า นิมิตวิปริตดังนี้จะดีร้ายประการใด ยีหลงขุนนางจึงเขียนหนังสือลับกราบทูลว่า เหตุทั้งปวงนี้เพราะขันทีประพฤติล่วงพระราชอาญา จึงเกิดนิมิตให้พระองค์ปรากฏ

พระเจ้าเลนเต้เห็นหนังสือนั้นทอดพระทัยอยู่มิได้ตรัสประการใด แล้วเสด็จลุกขึ้นผลัดฉลองพระองค์ใหม่ เทาเจียดขันทีเฝ้าอยู่หลังพระที่นั่งมองเห็นหนังสือนั้นจึงคิดอ่านกับพรรคพวกว่า จะหาความผิดข้อใหญ่ใส่โทษยีหลงให้ออกจากที่ขุนนาง แลพวกเทาเจียดขันทีซึ่งเป็นผู้ใหญ่นั้นเก้าคนชื่อ เตียงต๋ง หนึ่ง เตียวเหยียง หนึ่ง ฮองสี หนึ่ง ต๋วนกุย หนึ่ง เหาลำ หนึ่ง เกียนสิด หนึ่ง เห้หุย หนึ่ง ก๊กเสง หนึ่ง เชียงกง หนึ่ง[4] เป็นสิบคนทั้งเทาเจียด ถ้าขุนนางผู้ใดมิได้อยู่ในโอวาทก็ให้ถอดเสีย ผู้ใดอยู่ในบังคับบัญชานั้นก็ให้ยกแต่งตั้งขึ้น แลเทาเจียดกับพวกเก้าคนนั้นตั้งชื่อตัวเป็น สิบเสียงสี แลพระเจ้าเลนเต้นั้นเชื่อถือถ้อยคำเตียงเหยียงเรียกเป็นบิดาเลี้ยง ราชการกฎหมายแผ่นดินก็ผันแปรไป อาณาประชาราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อน เกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมเป็นอันมาก

ฝ่ายเมืองกิลกกุ๋นนั้นมีชายพี่น้องสามคนชื่อ เตียวก๊ก หนึ่ง เตียวโป้ หนึ่ง เตียวเหลียง หนึ่ง แลเตียงก๊กนั้นไปเที่ยวหายาบนภูเขา พบคนแก่คนหนึ่ง ผิวหน้านั้นเหมือนทารก จักษุนั้นเหลือง มือถือไม้เท้า คนนั้นพาเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำ จึงให้หนังสือตำราสามฉบับชื่อ ไทแผงเยาสุด แล้วว่า ตำรานี้ท่านเอาไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจะถึงตัว เตียวก๊กกราบไหว้ แล้วจึงถามว่า ท่านนี้ชื่อใด คนแก่นั้นจึงบอกว่า เราเป็นเทพดา บอกแล้วก็เป็นลมหายไป

ฝ่ายเตียวก๊กก็กลับมาบ้าน จึงเรียนตำราทั้งกลางวันกลางคืน ก็เรียกลมเรียกฝนได้สารพัดทุกประการ จึงตั้งตัวเป็นโต๋หยิน แปลภาษาไทยว่า พราหมณ์มีความรู้ ครั้งนั้น ห่าลงเมืองกิลกกุ๋น ชาวเมืองทั้งปวงเกิดความไข้ เตียวก๊กจึงเขียนเลขยันต์ตามตำราไปแจกให้ชาวเมืองบำบัดความไข้ คนก็นับถือเตียวก๊กมาเป็นศิษย์ให้สั่งสอนอยู่ประมาณร้อยเศษ เตียวก๊กจึงไปเที่ยวรักษาไข้ตามเมืองใหญ่น้อย คนทั้งปวงได้เลขยันต์ซึ่งเตียวก๊กให้นั้น ความไข้อันตรายนั้นก็หาย ชาวเมืองทั้งนั้นก็นับถือไปอยู่เป็นศิษย์เตียวก๊กทวีมากขึ้นทุกวัน เตียวก๊กครั้นมีศิษย์มากแล้ว จึงตั้งศิษย์ไว้เป็นนายบ้านซ่องสามสิบตำบล[ก] ตำบลใหญ่คนประมาณหมื่นเศษ ตำบลน้อยมีคนประมาณหกพันเจ็ดพัน มีนายคุมไพร่มีธงสำหรับรบศึกทุกตำบล

เตียวก๊กตั้งตัวเป็นจงกุ๋น แปลว่า พระยา แล้วจึงแต่งอุบายให้ปรากฏไปว่า แผ่นดินจะผันแปรปรวนไปแล้ว จะมีผู้มีบุญมาครองแผ่นดินใหม่ บ้านเมืองจะเป็นสุข แล้วให้เอาปูนขาวเขียนเป็นอักษรไว้ที่ประตูบ้านเรือนสองตัว อักษรว่า ปีชวดบ้านเมืองจะเป็นสุข และเมืองเฉงจิ๋ว เมืองอิวจิ๋ว เมืองชิวจิ๋ว เมืองเกงจิ๋ว เมืองยังจิ๋ว เมืองกุนจิ๋ว เมืองอิจิ๋ว[ข] ชาวเมืองทั้งแปดเมืองนี้นับถือเขียนเอาชื่อเตียวก๊กไว้บูชาทุกบ้านเรือน เตียวก๊กจึงใช้ม้าอ้วนยี่เอาเงินทองไปให้ฮองสีขันทีเป็นกำนัล แล้วม้าอ้วนยี่บอกความลับแก่ฮองสีขันทีว่า เตียวก๊กสั่งมาว่า ให้ฮองสีช่วยทำการเป็นไส้ศึกในเมือง แล้วเตียวก๊กจึงคิดอ่านกับน้องชายสองคนว่า ถ้าจะคิดอ่านการสิ่งใด เอาใจไพร่เป็นประมาณ บัดนี้ ชาวเมืองทั้งแปดเมืองก็รักใคร่นับถืออยู่ในโอวาทเราสิ้นแล้ว เมื่อการพร้อมฉะนี้ ควรจะคิดเอาแผ่นดิน ครั้นจะมิคิดการ บัดนี้ก็เสียดาย ดูมิควร น้องสองคนก็ยอมด้วย เตียวก๊กจึงซ่องสุมทหารแลเครื่องศัสตราวุธพร้อมเตรียมไว้ ถึงกำหนดแล้วจะได้ทำการสะดวก

แล้วเตียวก๊กจึงใช้ศิษย์คนหนึ่งชื่อ ตองจิ๋ว ถือหนังสือลับไปบอกฮองสี ตองจิ๋วมิได้เอาหนังสือนั้นให้ฮองสี เอาหนังสือนั้นไปให้ขุนนางกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ พระเจ้าเลนเต้จึงให้โฮจิ๋นขุนนางผู้ใหญ่ยกกองทัพไปจับม้าอ้วนยี่ซึ่งเอาของกำนัลไปให้ฮองสีขันทีมาฆ่าเสีย จับฮองสีขันทีใส่คุกไว้

ฝ่ายเตียวก๊กครั้นรู้ข่าวก็เตรียมทหารไว้พร้อมแล้วจึงตั้งตัวเป็นเทียนก๋งจงกุ๋น แปลว่า เจ้าพระยาสวรรค์ แล้วตั้งเตียวโป้ผู้น้องเป็นแตก๋งจงกุ๋น แปลว่า เจ้าพระยาแผ่นดิน ตั้งเตียวเหลียงน้องผู้น้อยเป็นยินก๋งจงกุ๋น แปลว่า เจ้าพระยามนุษย์ เตียวก๊กป่าวประกาศแก่ทหารแลไพร่พลทั้งปวงว่า เมืองพระเจ้าเลนเต้จะสาบสูญฉิบหายแล้ว ผู้มีบุญจะมาเสวยสมบัติใหม่ คนทั้งปวงจงทำตามคำเทพดาทำนายเถิด จะได้อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมมูลกัน

ไพร่พลทั้งปวงก็ยินดีด้วย เตียวก๊กให้เอาผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็นสำคัญ คนประมาณสี่สิบห้าสิบหมื่น เตียวก๊กกับทหารทั้งปวงพร้อมใจกันเป็นโจร หาผู้ใดจะต้านทานมิได้ มีกำลังมากขึ้น โฮจิ๋นจึงเอาเนื้อความกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ พระเจ้าเลนเต้ให้มีตราไปทุกหัวเมืองว่า ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง แล้วสั่งจงลงเจียงทหารเอก หนึ่ง โลจิ๋น หนึ่ง ฮองฮูสง หนึ่ง จูฮี หนึ่ง ให้คุมทหารยกออกไปเป็นสามด้าน ให้จับตัวเตียวก๊กจงได้

ฝ่ายเตียวก๊กยกทหารเข้าตีปลายแดนเมืองอิวจิ๋ว เล่าเอี๋ยนเจ้าเมืองอิวจิ๋วนั้นเป็นชาวเมืองกังแฮ เป็นเชื้อฮั่นโกโจ เป็นหลานหลังจงฮอง รู้ข่าวว่า โจรโพกผ้าเหลืองมาตีปลายแดนเมืองอิวจิ๋ว จึงให้หาเจาเจ้งนายทหารมาปรึกษา เจาเจ้งจึงว่า โจรมีกำลังมากนัก ทหารเมืองเราน้อย จำจะให้มีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมป่าวร้องชาวเมืองซึ่งอยู่ปลายแดนว่า ถ้าผู้ใดกล้าหาญมีปัญญาจับโจรได้ จะบอกความชอบไปให้กราบทูลพระเจ้าเลนเต้ เล่าเอี๋ยนเห็นชอบด้วยจึงให้ทำตาม แล้วแต่งเป็นหนังสือเกลี้ยกล่อมแจกไปทุกหัวเมือง ให้เจ้าเมืองเอาหนังสือปิดไว้ทุกประตูเมือง

แลเมืองตุ้นก้วนมีชายคนหนึ่งชื่อ เล่าปี่ เมื่อน้อยชื่อ เหี้ยนเต๊ก ก็ไม่สู้รักเรียนหนังสือ แต่มีปัญญา น้ำใจนั้นดี ความโกรธความยินมิได้ปรากฏออกมาภายนอก ใจนั้นอารีนัก มีเพื่อนฝูงมาก ใจกว้างขวาง หมายจะเป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวง กอปรด้วยลักษณะ รูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก ฝีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู แลเล่าปี่นั้นเป็นบุตรเล่าเหง เล่าเหงเป็นชื่อวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ เล่าเหงตาย ยังแต่ภรรยา เล่าปี่ผู้บุตรมีกตัญญูรักษามารดามิให้อนาทร แลเล่าปี่กับมารดาเป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิต บ้านที่เล่าปี่อยู่นั้นชื่อ บ้านเล่าซองฉุน อยู่ใกล้เมืองตุ้นก้วน เรือนนั้นอยู่ริมต้นหม่อน ต้นหม่อนนั้นสูงประมาณแปดวาเศษ กิ่งนั้นเป็นพุ่มดังฉัตร มีหมอดูคนหนึ่งเดินมาเห็นภูมิบ้านแลต้นหม่อนต้องตำราจึงทายว่า บ้านนี้มีผู้มีบุญอยู่ เล่าปี่เมื่อยังเด็กอยู่นั้นเล่นกับลูกชาวบ้านทั้งปวง เล่าปี่จึงว่า ถ้ากูได้เป็นเจ้า กูจะเอาต้นหม่อนต้นนี้ไปทำคันเศวตฉัตรกั้น เล่าอ้วนกีผู้เป็นอาได้ยินเล่าปีว่าประหลาดจึงชมเล่าปี่ว่าจะมีบุญเป็นมั่นคง เล่าอ้วนกีทำนุบำรุงให้เงินทองแก่เล่าปี่เนือง ๆ เมื่อเล่าปี่อายุได้สิบห้าปี มารดาจึงให้ไปเรียนหนังสือกับเต้เหี้ยนผู้เป็นครู เล่าปี่นั้นมีเพื่อนสองคนชื่อ โลติด หนึ่ง กองซุนจ้าน หนึ่ง เรียนหนังสืออยู่ด้วยกันจนอายุได้ยี่สิบห้าปี ขณะนั้น เล่าปี่เดินไปเห็นหนังสือซึ่งปิดไว้ที่ประตูเมือง เล่าปี่คิดไปมิตลอด ยืนดูหนังสือทอดใจใหญ่อยู่

มีคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเล่าปี่แล้วว่า เป็นผู้ชายไม่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินแล้วสิมาทอดใจใหญ่ ฝ่ายเล่าปี่กลับหน้ามาดู เห็นผู้นั้นสูงประมาณห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ จักษุกลมใหญ่ คางพองโต เสียงดังฟ้าร้อง กิริยาดังม้าควบ เห็นผิดประหลาด จึงถามว่า ท่านนี้ชื่อใด ผู้นั้นจึงตอบว่า เราชื่อ เตียวหุยเอ๊กเต๊ก บ้านอยู่ตุ้นก้วน เรามีทรัพย์สินไร่นาเป็นอันมาก ทั้งร้านสุกรสุราก็มีขาย เราพอใจคบเพื่อนฝูงซึ่งมีสติปัญญา บัดนี้ เห็นท่านดูหนังสือแล้วทอดใจใหญ่ จึงทักจะใคร่รู้เนื้อความ เล่าปี่จึงว่า เราเป็นเชื้อพระเจ้าฮั่นเกงเต้ชื่อ เล่าปี่ ได้ยินข่าวว่าโจรโพกผ้าเหลืองมาทำอันตรายแผ่นดิน เราคิดจะใคร่อาสาแผ่นดินไปปราบโจร แต่ขัดสนด้วยกำลังน้อยทรัพย์ก็น้อย คิดไปมิตลอด จึงทอดใจใหญ่ เตียวหุยจึงว่า ทรัพย์นั้นเรามีอยู่ เราจะคิดกันไปเกลี้ยกล่อมชาวเมืองซึ่งมีฝีมือกล้าหาญ ท่านกับเราจะยกออกไปจับโจร จะเห็นประการใด เล่าปี่ได้ฟังก็ดีใจจึงชวนเตียวหุยเข้าไปในร้านสุราซื้อสุราแล้วก็ชวนกันนั่งกินอยู่

มีคนหนึ่งรูปร่างโตใหญ่ขับเกวียนมาถึงหน้าร้านสุราเข้าไปเรียกผู้ขายสุราว่า เอาสุรามาขายจงเร็ว เรากินแล้วจะรีบไปอาสาแผ่นดิน เล่าปี่เห็นผู้นั้นสูงประมาณหกศอก หนวดยาวประมาณศอกเศษ หน้าแดงดังผลพุทราสุก ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหม จักษุยาวดังนกการเวก เห็นกิริยาผิดประหลาดกว่าคนทั้งปวง เล่าปี่จึงชวนเข้าไปนั่งกินสุราด้วย แล้วถามว่า ท่านนี้ชื่ออะไร ผู้นั้นจึงบอกว่า เราชื่อกวนอู อีกชื่อหนึ่งนั้นหุนเตี๋ยง บ้านเราอยู่เมืองฮอตั๋งไกเหลียง ที่เมืองฮอตั๋งไกเหลียงนั้นมีคนคนหนึ่งมีทรัพย์มาก ร้ายกาจสามหาว ข่มเหงคนทั้งปวง เราเห็นผิดนัก เราจึงฆ่าผู้นั้นเสีย แล้วหนีไปเที่ยวอยู่เป็นหลายหัวเมือง บัดนี้ เราได้ยินว่า เมืองนี้มีหนังสือเกลี้ยกล่อมป่าวร้องให้อาสาแผ่นดินจับโจรโพกผ้าเหลือง เราจึงมาหวังจะอาสาแผ่นดิน เล่าปี่จึงตอบว่า เรากับเตียวหุยคิดต้องกันกับท่าน กวนอูได้ยินก็ดีใจ เตียวหุยจึงว่า เราทั้งสามคิดการต้องกัน เชิญท่านทั้งสองมา ไปบ้านเรา ที่หลังบ้านเรามีสวนดอกไม้ แล้วเป็นที่สงัด ดอกยี่โถก็บานอยู่เป็นอันมาก จะได้บูชาพระแลเทพดา แล้วจะได้ให้สัตย์ต่อกันทั้งสามให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะได้คิดการใหญ่สืบไป เล่าปี่กวนอูได้ยินก็ยินดี จึงชวนกันไปยังบ้านเตียวหุย ครั้นรุ่งขึ้น เตียวหุยจึงจัดม้าขาวกระบือดำแลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวง แล้วชวนกันออกมายังสวนดอกไม้ จึงจุดธูปเทียนไหว้พระแลบูชาเทพดา แล้วจึงตั้งสัตย์สาบานต่อกันว่า ข้าพเจ้า เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้ อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกันเป็นน้ำใจเดียวซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใดแลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพดาทั้งปวงจะเป็นทิพยพยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพดาสังหารผลาญชีวิตให้ประจักษ์แก่ตาโลก จึงเรียกเล่าปี่เป็นพี่เอื้อย กวนอูเป็นน้องกลาง เตียวหุยเป็นน้องสุด แลชาวบ้านซึ่งกล้าหาญนั้นมาเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยเป็นคนสามร้อยคน ก็กินโต๊ะเลี้ยงดูกัน แล้วจัดเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก ยังขัดสนแต่ม้า

จึงมีคนมาบอกเล่าปี่ว่า มีพ่อค้าม้าต้อนม้าเข้ามาในบ้านเรา เล่าปี่จึงออกไปรับพ่อค้าม้าสองคนเข้ามา คนหนึ่งชื่อ เตียวสิเผง คนหนึ่งชื่อ เล่าสง บอกเล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าค้าขายม้าเป็นหลายปี มาปีนี้ไปขายม้าพบโจรกลางทางไปไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงกลับมาเมืองนี้ เล่าปี่จึงชวนพ่อค้าม้าสองคนเข้าไปในบ้าน ให้แต่งโต๊ะเลี้ยง แล้วบอกว่า เราคิดกันจะไปจับโจรซึ่งทำจลาจลในแผ่นดิน เตียวสิเผงเล่าสงว่า ท่านคิดนี้ต้องกับข้าพเจ้าแล้ว จึงจัดแจงม้าห้าสิบม้า กับเงินห้าร้อยตำลึง เหล็กร้อยหาบให้เป็นกำลัง เล่าปี่จึงขอบคุณพ่อค้าม้าทั้งสองคน แล้วหานายช่างมาตีเป็นกระบี่สองเล่มสำหรับถือ ซึ่งกวนอูจะถือนั้นให้นายช่างตีเป็นง้าวเล่มหนึ่งยาวสิบเอ็ดศอกหนักแปดสิบสองชั่ง เตียวหุยถือนั้นให้ตีเป็นทวนเล่มหนึ่งยาวสิบศอกหนักแปดสิบห้าชั่ง แล้วให้ทำเครื่องเกราะแลอานม้าสำหรับรบครบทั้งสามนาย แล้วจึงเกลี้ยกล่อมชาวบ้านที่มีฝีมือกล้าแข็งได้ห้าร้อยคน จึงพาไปหาเจาเจ้ง เจาเจ้งจึงพาไปหาเล่าเอี๋ยนผู้เป็นเจ้าเมือง ทั้งสามพี่น้องจึงคำนับแล้วบอกชื่อแลแซ่ เล่าเอี๋ยนได้ยินว่าเป็นแซ่เดียวกันก็ยินดีนัก จึงรับไว้เป็นหลายชาย

ครั้นอยู่มาหลายวันจึงมีคนถือหนังสือบอกเข้ามาว่า โจรโพกผ้าเหลืองทหารเอกชื่อ เทียอ้วนจี้ คุมพลประมาณห้าหมื่นยกเข้ามาแดนเมืองตุ้นก้วน เล่าเอี๋ยนจึงสั่งเจาเจ้งให้หาตัวเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยมา แล้วให้คุมพลห้าร้อยยอกออกไปจับโจร เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยยินดีนักก็ยกทหารห้าร้อยออกไปถึงตำบลเขาไทเหียงสัน แลไปเห็นพวกโจรยกมาเป็นอันมาก แลพวกโจรนั้นมิได้เกล้ามวย กระจายผม เอาแต่ผ้าเหลืองโพกศีรษะทั้งสิ้น เล่าปี่จึ่งให้ตั้งค่ายลงไว้แล้วขับม้าออกไปหน้าทหาร แลฝ่ายขวานั้นม้ากวนอู ฝ่ายซ้ายนั้นม้าเตียวหุย เล่าปี่จึงเอาแส้ม้าชี้หน้าด่าพวกโจรว่า อ้ายพวกขบถ เทียอ้วนจี้โกรธนักจึงใช้ทหารเอกชื่อ เตงเมา ขี่ม้าออกไปรบ เตียวหุยถือทวนยาวสิบศอกขับม้าเข้ารบกับเตงเมา เตียวหุยรำเพลงทวนแทงถูกอกเตงเมาตกม้าตาย

เทียอ้วนจี้โกรธนักถือง้าวขับม้าออกจะรบด้วยเตียวหุย กวนอูเห็นจึงขับม้าผ่านหน้าม้าเตียวหุยออกจะมารบ เทียอ้วนจี้เห็นรูปกวนอูก็ตกใจเสียที กวนอูเอาง้าวฟันถูกเทียอ้วนจี้ตัวขาดเป็นสองท่อน พวกโจรทั้งนั้นก็แตกกระจายไปสิ้น เล่าปี้จึงขับทหารเข้าไล่พวกโจรได้เป็นอันมาก แล้วยกทหารกลับเมืองตุ้นก้วน

ฝ่ายเล่าเอี๋ยนครั้นรู้ข่าวก็ออกไปรับเล่าปี่ถึงประตูเมืองแล้วพากันกลับเข้ามา จึงปูนบำเหน็จพวกทหารตามสมควร ครั้นรุ่งขึ้น ม้าใช้ถือหนังสือสิบเกง เจ้าเมืองเฉงจิ๋ว มาถึงเจ้าเมืองตุ้นก้วน ว่า บัดนี้ มีโจรโพกผ้าเหลืองยกมาล้อมเมืองเฉงจิ๋ว จะขอกองทัพไปช่วย เล่าเอี๋ยนจึงหาเล่าปี่มาปรึกษา เล่าปี่ว่า ข้าพเจ้าแลน้องข้าพเจ้าจะขออาสายกไปช่วยเมืองเฉงจิ๋ว เล่าเอี๋ยนมีความยินดี จึงสั่งเจาเจ้งให้คุมทหารห้าพันยกไปกับเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เล่าปี่กับเจาเจ้งยกทหารมาถึงเมืองเฉงจิ๋ว พวกโจรเห็นกองทัพยกออกมาก็เข้าตี

ฝ่ายเล่าปี่ เจาเจ้งทหารน้อยจึงถอยทัพออกมาแล้วปรึกษากันกับกวนอู เตียวหุยว่า ทหารเราน้อยกว่าพวกโจร เราจะคิดเป็นกลศึกจึงจะเอาชัยชนะได้ แล้วเล่าปี่ให้กวนอูคุมทหารพันหนึ่งไปซุ่มอยู่ตำบลเขาข้างซ้ายทาง ให้เตียวหุยคุมทหารพันหนึ่งไปซุ่มอยู่ข้างขวาทาง กำหนดว่า ถ้าได้ยินเสียงม้าล่อแล้วเมื่อใดให้ยกทหารตีกระหราบเข้ามาทั้งสองข้าง กวนอู เตียวหุยก็ยกไปตามคำสั่ง ครั้นรุ่งขึ้น เล่าปี่กับเจาเจ้งยกทหารไปตามทางซึ่งกวนอู เตียวหุยซุ่มอยู่นั้น

ฝ่ายพวกโจรก็รุกไล่เล่าปี่มา เล่าปี่ให้ถอยทัพมาถึงภูเขาซึ่งซุ่มทหารอยู่นั้น แล้วให้ตีม้าล่อสัญญาณขึ้น ฝ่ายกวนอู เตียวหุยซึ่งคุมทหารอยู่นั้นก็ยกตีกระหนาบออกมาทั้งสองข้าง เล่าปี่ก็ขับทหารตีเป็นหน้ากระดานขึ้นไป

ฝ่ายทัพโจรเสียทีก็แตกหนีเข้ามาชานกำแพงเมืองเฉงจิ๋ว ทัพเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยก็ไล่ตีกระหนาบพวกโจรมา สิบเกง เจ้ามืองเฉงจิ๋ว เห็นจึงยกทหารออกตีกระหนาบเป็นสี่ด้าน พวกโจรนั้นระส่ำระสายเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมากก็แตกหนีสิ้นไป สิบเกงจึงปูนบำเหน็จทหารเล่าปี่ตามสมควร แล้วเจาเจ้งว่า เราจะยกทหารกลับเมืองตุ้นกวน

เล่าปี่จึงว่า ได้ยินข่าวว่าโลติดผู้เป็นจงลงเจียงเป็นทหารเอกพระเจ้าเลนเต้รบกับเตียวก๊กนายโจรอยู่ตำบลเมืองกงจ๋ง ข้าพเจ้าจะขอทหารไปรบพวกโจร เจาเจ้งจึงจัดทหารให้เล่าปี่ห้าร้อย เจาเจ้งก็ยกทหารสี่พันห้าร้อยกลับมาเมืองตุ้นก้วน ฝ่ายเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยยกไปถึงเมืองกงจิ๋วแล้วชวนกันไปหาโลติด จึงเอาข้อราชการซึ่งได้รบโจรนั้นแจ้งแก่โลติด โลติดยินดีนักจึงว่า ท่านทั้งสามอยู่ทำราชการด้วยเราเถิด

ฝ่ายเตียวก๊กมีพวกโจรประมาณสิบห้าหมื่น โลติดนั้นมีทหารประมาณห้าหมื่น แลทัพโลติดกับเตียวก๊กตั้งค่ายประชิดกันอยู่ยังมิได้แพ้ชนะกัน โลติดจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า เตียวโป้ เตียวเหลียง ผู้น้องเตียวก๊กนั้น คุมโจรไปรบกับฮองฮูสงแลจูฮีอยู่ ณ เมืองเองฉวน เราจะเกณฑ์ทหารให้พันหนึ่งกับทหารของท่านนั้น จงยกไปช่วยฮองฮูสง จูฮี ณ เมืองเองฉวน แล้วให้สืบเอาข่าวราชการหนักเบามาจงได้ เล่าปี่รับคำแล้วยกทหารรีบไปทั้งกลางวันกลางคืน

ฝ่ายฮองฮูสงกับจูฮีนั้นแต่งทหารออกรบกับพวกโจรยังมิได้แพ้ชนะกัน พ้นเวลาแล้ว เตียวโป้ เตียวเหลียงให้ทหารถอยเข้ามาที่มั่นแล้วให้เอาฟางทำซุ้มรุมขึ้นในค่าย ฝ่ายฮองฮูสงกับจูฮีจึงปรึกษากันว่า บัดนี้ พวกโจรเอาฟางทำซุ้มรุมขึ้นในค่าย เราจะคิดเอาเพลิงเผาค่ายพวกโจรเสียจงได้ จึงให้ทหารมัดหญ้าคนละมัด ให้ขุดอุโมงค์เข้าไปถึงริมค่ายโจร ให้เอาหญ้าไปกองซุ่มไว้ตามริมค่าย ครั้นเวลากลางคืนประมาณสองยาม เกิดลมพายุใหญ่พัดหนัก ทหารทั้งปวงได้ทีให้สัญญาณพร้อมกันแล้วจุดเพลิงระดมเผาค่ายโจรไหม้ขึ้นสิ้น แสงเพลิงดุจกลางวัน พวกโจรทั้งปวงตกใจมิทันใส่เกราะแลผูกอานม้าก็แตกกระจายหนีเพลิงวุ่นวายอยู่ ฮองฮูสง จูฮีขับทหารเข้าไล่แทงฟันพวกโจรป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก

ครั้นรุ่งขึ้น เตียวโป้ เตียวเหลียง กับพวกโจรซึ่งเหลือนั้นก็ชวนกันหาทางที่จะหนีเอาชีวิตรอด จึงไปพบทัพหนึ่งธงแดงทั้งกองทัพ ทหารกองหน้าเข้าสกัดพวกโจรไว้มิให้หนีได้ แลนายทัพนั้นชื่อ โจโฉ สูงประมาณห้าศอก จักษุเล็ก หนวดยาว เป็นบุตรโจโก๋ แลโจโฉเมื่อน้อยนั้นมักพอใจไปเล่นป่ายิงเนื้อ มักพอใจร้องรำทำเพลง มีปัญญาความคิดรวดเร็ว ฝ่ายว่าโจเต๊กนั้นเห็นโจโฉเป็นนักเลงไม่ทำมาหากินก็มีใจชังเป็นอันมาก จึงเดินไปจะเอาเนื้อความบอกโจโก๋ผู้พี่ โจโฉเห็นว่า อาชังอยู่จะเอาเนื้อความไปบอกบิดา โจโฉทำมีอันเป็นล้มลง อาเห็นจึงร้องบอกโจโก๋ว่า โจโฉมีอันเป็น โจโก๋ตกใจว่าบุตรมีอันเป็นก็วิ่งมาดู โจโฉลุกขึ้นเล่นปรกติอยู่ โจโก๋จึงว่า อาเอ็งไปบอกว่าเอ็งมีอันเป็น บัดนี้ หายแล้วหรือ โจโฉจึงว่า แต่น้อยมาข้าหาเจ็บป่วยสิ่งใดไม่ เพราะอาชังข้าจึงเอาความมิดีมาใส่ แต่นั้นไป โจโก๋ก็เชื่อคำโจโฉ ถึงอาจะเอาความสิ่งใดมาบอก โจโก๋มิได้เชื่อคำน้องชาย โจโฉยิ่งกำเริบใจเล่นหัวหยาบช้าไปกว่าแต่ก่อน เพื่อนเล่นทั้งปวงพูดจายกยอโจโฉว่า แผ่นดินบัดนี้เป็นจลาจลอยู่หาผู้ใดซึ่งมีสติปัญญาจะปราบปรามอันตรายให้อยู่เย็นเป็นสุขไม่ เราทั้งปวงเห็นแต่ท่านมีสติปัญญาจะคิดอ่านปราบปรามให้แผ่นดินเป็นสุขได้ แลเมืองลำหยงนั้นมีคนหนึ่งชื่อ โหเง้า ว่าแก่คนทั้งปวงว่า แผ่นดินเมืองหลวงนั้นจะสูญเสียแล้ว ซึ่งจะปราบแผ่นดินให้ราบนั้นเห็นแต่โจโฉผู้เดียว แลในเมืองหลิหลำมีหมอคนหนึ่งชื่อ เขาเฉียว รู้ดูลักษณะคน โจโฉจึงไปหาเขาเฉียวถามว่า ข้าพเจ้านี้สืบไปภายหน้าเห็นดีชั่วประการใด เขาเฉียวนิ่งอยู่ โจโฉจึงถามซ้ำไปอีก เขาเฉียวจึงว่า ท่านมีปัญญามาก จะป้องกันแผ่นดินได้อยู่ แต่มิได้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน จะเป็นศัตรูราชสมบัติ โจโฉหัวเราะชอบใจ ครั้นอายุโจโฉได้ยี่สิบปี จึงเข้าไปทำราชการฝ่ายทหารในเมืองลกเอี๋ยง โจโฉจึงให้เอาไม้สำคัญห้าสิบไปปักไว้ทั้งสี่ประตูเมือง ห้ามมิให้คนเดินกลางคืน ถ้าเดินไปมาผิดประหลาด ให้จับเอาตัวมาทำโทษ ครั้นกลางคืนวันหนึ่ง โจโฉไปตระเวนพบเอาขันทีเดินมาผิดเวลา โจโฉให้จับเอาตัวมาตีสิบที แลโจโฉนั้นทำราชการเข้มแข็งขึ้นทุกวัน คนทั้งปวงยำเกรงเป็นอันมาก พระเจ้าเลนเต้จึงตั้งให้เป็น ตุนขิวเหล็ง ครั้นพวกโจรโพกผ้าเหลืองกำเริบจลาจลขึ้นในเมืองเองฉวน พระเจ้าเลนเต้จึงให้โจโฉเลื่อนที่เป็นโต๊ะอุ๋ย ให้คุมทหารห้าพันยกไปช่วยเมืองเองฉวน จึงพบเตียวโป้ เตียวเหลียง กับพวกโจรที่เหลือตายแตกหนีมานั้น โจโฉจึงรบสกัดไว้ ฆ่าพวกโจรเสียประมาณหมื่นเศษ ทหารโจโฉได้ม้าแลเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก แต่ตัวเตียวโป้ เตียวเหลียงนั้นหนีได้ โจโฉจึงเข้าไปหาฮองฮูสง จูฮี บอกข้อราชการ แล้วโจโฉขอเอาทหารไปตามเตียวโป้ เตียวเหลียง

ฝ่ายเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยยกมาถึงเมืองเองฉวน ได้ยินเสียงรบพุ่งกันแล้ว แลเห็นแสงเพลิงสว่าง จึงเร่งทหารรีบไปจะช่วย พอมาถึงเข้า พวกโจรนั้นก็แตกไป เล่าปี่จึงพากวนอู เตียวหุยเข้าไปหาฮองฮูสง จูฮี แล้วบอกว่า โลติดให้ข้าพเจ้ามาช่วยราชการท่าน ฮองฮูสง จูฮีว่า ขอบใจนัก แล้วบอกว่า บัดนี้ เตียวโป้ เตียวเหลียง แลพวกโจรนั้นแตกแล้ว เราเห็นเตียวโป้ เตียวเหลียงจะหนีไปหาเตียวก๊กผู้พี่ ณ เมืองจงก๋ง ถ้าท่านเร่งยกทหารรีบตามก้าวสกัดเห็นจะได้ตัว เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยก็ลายกทหารกลับไป ถึงกลางทางพอพบข้าหลวงคุมคนโทษขังกรงใส่เกวียนมาจึงแลไปเห็นโลติดจำขังอยู่ในกรง เล่าปี่ตกใจโจนลงจากม้าเข้าไปตามโลติดว่า เหตุใดจึงเป็นโทษฉะนี้ โลติดบอกว่า เราล้อมเตียวก๊กไว้ใกล้จะแตกอยู่แล้ว เตียวก๊กมีความรู้เป็นอันมาก จะเอาโดยเร็วยังมิได้ พระเจ้าเลนเต้จึงใช้จูฮงชาววังมาสืบข่าวราชการ จูฮงจะเอาของกำนัลสินบนแก่เรา เราจึงว่า ในกองทัพนี้ก็ขาดเสบียงอยู่ เราจะมีสิ่งอันใดให้สินบนเล่า จูฮงโกรธกลับไปทูลกล่าวโทษว่า เรานี้มิได้มีใจรบพุ่ง ราชการจึงเนิ่นช้าอยู่ พระเจ้าเลนเต้จึงให้ตั๋งโต๊ะมาเป็นนายทัพแทนเรา แล้วให้จำเราใส่กรงส่งไปเมืองหลวง เตียวหุยได้ยินก็โกรธชักดาบออกจะฆ่าผู้คุมเสีย จะถอดโลติดออกจากกรง เล่าปี่จึงห้ามว่าอย่าทำ เนื้อความนี้เป็นข้อรับสั่งอยู่ จะทำแต่อำเภอใจด้วยโกรธนั้นไม่ได้ กวนอูจึงว่า บัดนี้ โลติดสิเป็นโทษแล้ว คนอื่นมาเป็นนายทัพซึ่งจะทำราชการด้วยนั้นเห็นจะพึ่งพาอาศัยขัดสน ถึงจะมีความชอบก็กลับเป็นผิดเหมือนโลติดฉะนี้ เราจะกลับไปเมืองตุ้นก้วนดีกว่า เล่าปี่เห็นชอบด้วยก็ยกไปเมืองตุ้นก้วน ยกมาทางสองวันแล้วได้ยินเสียงโห่ร้องข้างหลังเขา เล่าปี่จึงพากวนอู เตียวหุยควบม้าขึ้นไปดูบนเขา แลไปเห็นทัพหลวงแตก พวกโจรโพกผ้าเหลืองไล่มา เล่าปี่เห็นธงสำคัญจึงรู้ว่าทัพเตียวก๊กไล่ทัพตั๋งโต๊ะมา เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยจึงลงไปช่วยรบ ทัพเตียวก๊กกลับแตกหนีไปทางประมาณห้าร้อย ตั๋งโต๊ะจึงได้กลับไปค่ายแล้วให้หาเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยมาถามว่า ตัวนี้เป็นขุนนางตำแหน่งใด เล่าปี่บอกว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นตำแหน่งที่ขุนนางนั้นหามิได้ ตั๋งโต๊ะได้ยินดังนั้นทำกิริยาดูหมิ่นมิได้นับถือ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยก็ลาออกมา เตียวหุยจึงว่า เราพี่น้องสามคนช่วยเอาชีวิตมันไว้รอด มันก็ไม่รู้คุณเรา กลับทำหยาบช้าดูหมิ่น ชอบแต่ฆ่าเสียจึงจะหายความแค้น แล้วจับดาบจะไปฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย เล่าปี่ กวนอูห้ามว่า อย่าทำ เขาเป็นข้าหลวง เตียวหุยตอบว่า ถ้าไม่ฆ่ามันเสีย เราจะต้องอยู่ให้มันใช้ มันจะดูถูกยิ่งกว่านี้ เพราะมันมีอาญาสิทธิ์ พี่ทั้งสองจะอยู่ก็อยู่เถิด ข้าจะลาไปหาที่พึ่งอื่นแล้ว เล่าปี่ กวนอูจึงว่า เราพี่น้องทั้งสามคนจะเป็นกระไรก็เป็นด้วยกัน ซึ่งจะพลัดกันนั้นไม่ควร จะไปไหนต้องไปด้วยกัน เตียวหุยจึงว่า ถ้าดังนั้นจะค่อยคลายความแค้น แล้วเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยก็ยกทหารกลับไปหาจูฮี ณ เมืองเองฉวน ให้ทหารรีบเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นถึงก็พากันเข้าไปหาจูฮีแล้วเล่าข้อราชการทั้งปวงให้จูฮีฟังสิ้น จูฮีรักใคร่นับถือเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เอาไว้เป็นกองเดียวกัน จูฮีจึงว่า ตั๋งโต๊ะนั้นบ้านอยู่ ณ เมืองหลวงลายลิมโหย่ เป็นขุนนางชื่อ ฮ่องโต๋งทายสิว แลตั๋งโต๊ะนั้นมิได้รู้การหนักเบา มิได้รู้จักคนดีแลชั่ว มีแต่ถือตัว ซึ่งท่านจะอยู่ด้วยนั้นหาประโยชน์มิได้

ฝ่ายโจโฉซึ่งไปตามเตียวโป้ เตียวเหลียง ครั้นไม่พบแล้วก็กลับมาหาฮองฮูสง ณ เมืองเองฉวน เข้าทำราชการกองเดียวกันกับฮองฮูสง ฮองฮูสงกับโจโฉครั้นรู้ข่าวว่าเตียวเหลียงอยู่ ณ เมืองโฉเหียง จึงยกทหารไปรบเตียวเหลียง ฝ่ายเตียวโป้นั้นไปตั้งอยู่ตำบลหลังเขาแห่งหนึ่ง มีพวกโจรอยู่ประมาณแปดหมื่นเก้าหมื่น

จูฮีครั้นรู้ข่าวจึงให้เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยเป็นทัพหน้า จูฮีเป็นทัพหลวง ยกทหารมารบเตียวโป้ ฝ่ายเตียวโป้จึงใช้โกเสงคุมพวกโจรออกมารบกับทัพหน้า เล่าปี่จึงให้เตียวหุยออกรบด้วยโกเสง ยังมิทันได้สามเพลง เตียวหุยเอาทวนแทงถูกโกเสงตกม้าตาย พวกโจรทั้งหลายก็แตกไป เล่าปี่ขับทหารเข้าไล่ตีพวกโจร เตียวโป้จนความคิดถึงเสกคาถาให้เป็นเมฆมืด อากาศฟ้าร้อง ลมพายุพัดหนัก ฝนตก แล้วมีคนขี่ม้าถืออาวุธลงมาแต่อากาศ ทหารเล่าปี่เห็นก็ตกใจ เล่าปี่จึงถอยทัพมาปรึกษากับจูฮี จูฮีจึงว่า เขาทำด้วยความรู้ เราจะให้ทหารของเราเอาของโสโครกขึ้นไปซ่อนไว้บนเขา ถ้าทำดังนี้อีก ให้ทหารสาดเอา ความรู้ก็จะเสื่อมไป เล่าปี่จึงให้กวนอู เตียวหุยคุมทหารคนละพันเอาของโสโครกขึ้นไปไว้บนเขาทั้งสองข้างซึ่งกระหนาบทางที่จะรบกันนั้น ครั้นรุ่งขึ้น เตียวโป้ยกพวกโจรออกมา เล่าปี่ยกทหารออกโจมตีพวกโจร เตียวโป้จึงเสกคาถาเป็นเมฆมืด ลมพัดหนัก ฝนตก เป็นคนขี่ม้าถืออาวุธลงมาจากอากาศเป็นอันมาก เล่าปี่เห็นก็ทำถอยทัพมา เตียวโป้ขับพวกโจรไล่ทหารเล่าปี่มาถึงเขากระหนาบสองข้างทาง กวนอู เตียวหุยจึงให้ทหารเอาของโสโครกแลโลหิตสุกรสุนัขนั้นสาดไปถูกพวกโจร แลคนขี่ม้าซึ่งลงมาแต่อากาศนั้นก็กลายเป็นกระดาษ ม้านั้นก็กลายเป็นมัดหญ้าไป เมฆแลฝนลมนั้นก็หายสว่างไป เตียวโป้เห็นเขาแก้ความรู้ได้ก็ถอยทัพมา จูฮี เล่าปี่ยกทหารตามรบไปจนถึงเขาทั้งสองนั้น ฝ่ายกวนอู เตียวหุยซึ่งอยู่บนเขาก็ยกทหารลงรบกระหนาบทั้งสองข้าง ทัพเตียวโป้แตกหนี เล่าปี่ยกทหารตามจึงแลไปเห็นมีหนังสือชื่อเตียวโป้ เตียวโป้นั้นหนีเข้าในป่า เล่าปี่เอาเกาทัณฑ์ตามยิงถูกไหล่ซ้ายเตียวโป้ ลูกเกาทัณฑ์ติดไหล่ไป เตียวโป้จึงหนีเข้าไปในเมืองเยียงเซียแล้วปิดประตูเมืองไว้ จูฮีกับเล่าปี่ขับทหารเข้าล้อมเมืองไว้ แล้วจึงเกณฑ์ทหารให้ไปสืบข่าวฮองฮูสงทีไปรบเตียวเหลียง พอม้าใช้มาบอกแก่จูฮี เล่าปี่ว่า บัดนี้ ฮองฮูสงยกพลไปรบกับเตียวก๊ก เตียวก๊กตายก่อนแล้ว เตียวเหลียงผู้น้องเตียวก๊กคุมพลออกไปรบกับฮองฮูสง ฮองฮูสงรบเตียวเหลียงแตกถึงเจ็ดครั้ง ครั้งหลัง ฮองฮูสงฟันเตียวเหลียงตายที่เมืองโฉหยงแล้ว แลพรรคพวกเตียวเหลียงนั้นมาเข้าเกลี้ยกล่อมเป็นอันมาก ฮองฮูสงจึงคุมเอาพรรคพวกเตียวก๊กกับศพเตียวก๊กขึ้นไปถวายพระเจ้าเลนเต้ว่า โลติดนั้นมีความชอบในสงคราม จะได้มีความผิดเหมือนจูฮงกราบทูลนั้นหามิได้ พระเจ้าเลนเต้จึงให้ถอดโลติดออกพ้นโทษ แล้วจะให้คงที่ดังก่อน ฝ่ายโจโฉนั้นมีความชอบ จึงโปรดให้ไปกินเมืองเจลำเซียง จูฮี เล่าปี่ซึ่งล้อมเมืองเยียงเซียอยู่รู้ว่า ทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยมีความชอบให้ไปกินเมืองเป็นหลายตำบล จึงเร่งทหารเข้าตีเมืองเยียงเซียจะใกล้ได้อยู่แล้ว ลำแจ้งนายทหารโจรจึงคิดอ่านกับพวกโจรทั้งปวงลอบฆ่าเตียวโป้ผู้นายเสียแล้วตัดศีรษะออกมาให้จูฮี เล่าปี่ถึงนอกเมือง ตัวนั้นก็ยอมเข้าเกลี้ยกล่อมทำราชการด้วย จูฮีมีความยินดีนัก จึงแต่งหนังสือซึ่งได้ทำราชการมีความชอบนั้นบอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าเลนเต้

ฝ่ายเตียวฮ่อง ฮั่นต๋ง ซุนต๋ง ทหารเตียวก๊ก ครั้นเตียวก๊กตายแล้วก็ซ่องสุมพวกโจรได้หลายหมื่นยกไปเที่ยวปล้นตีบ้านเมืองเผาเสียเป็นหลายเมือง ม้าใช้จึงเอาเนื้อความไปบอกให้กราบทูลพระเจ้าเลนเต้ พระเจ้าเลนเต้จึงให้มีตราไปถึงจูฮีให้จัดทหารที่มีฝีมือยกออกไปจับพวกโจร จูฮีจึงจัดทหารยกไปล้อมเมืองอ้วนเซียด้านตะวันออก ให้เล่าปี่ กวนอู เตียวหุยล้อมด้านตะวันตก ฝ่ายเตียวฮ่องแต่งให้ฮั่นต๋งคุมทหารออกไปรบด้านซึ่งเล่าปี่ล้อมอยู่นั้น จูฮีคุมทหารเอกสองพันเข้ารบกระหนาบ ฝ่ายพวกโจรเหลือกำลังก็หนีกลับเข้าเมือง เล่าปี่แลทหารทั้งปวงตามตีเข้าไปจนถึงเชิงกำแพง ล้อมเมืองไว้รอบ พวกโจรอยู่ในเมืองขัดสนด้วยเสบียงอาหาร ฮั่นต๋งจึงใช้ทหารออกมาหาจูฮีขอเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยจูฮี จูฮีไม่รับ เล่าปี่จึงว่า ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจได้ราชสมบัตินั้นเพราะมีผู้มาเข้าเกลี้ยกล่อมเป็นอันมาก เหตุไฉนท่านจึงไม่รับเกลี้ยกล่อมฮั่นต๋ง จูฮีตอบว่า ครั้นพระเจ้าฮั่นโกโจนั้น บ้านเมืองมิได้ปรกติ มีเสี้ยนหนามเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นโกโจจึงรับเกลี้ยกล่อมคนทั้งปวง ครั้งนี้มีจลาจลแต่โจรพวกเดียว ครั้นจะเอาพวกโจรเข้าไว้ในเกลี้ยกล่อม คนทั้งปวงก็จะดูเยี่ยงอย่างว่าทำผิดแลถ้ามีผู้มาปราบปรามก็จะละพยศอันร้ายเสีย นานไปก็จะรื้อทำความชั่วไปอีก เล่าปี่จึงตอบว่า ควรแล้ว แลซึ่งเราล้อมเมืองไว้นี้ก็รอบทั้งสี่ด้าน เมืองก็จวนจะเสียอยู่แล้ว อันพวกโจรก็เป็นชายชาติทหารอุปมาเหมือนกับสุนัขจนตรอก ไหนจะนิ่งให้ทหารเราจับโดยง่าย คงจะรบเป็นสามารถ ทหารเราก็จะเสียบ้าง พวกโจรก็จะเสียบ้าง เหมือนเอาพิมเสนไปแลกเกลือ ขอให้ยกทหารด้านตะวันออกเสีย เปิดให้พวกโจรออกไป จึงค่อยตามจับเอา เห็นจะได้สะดวก จูฮีเห็นชอบด้วย สั่งทหารให้เลิกด้านตะวันออกเสียแล้วมารุมตี ฮั่นต๋งจึงยกพลหนีออกจากเมืองด้านตะวันออก จูฮี เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สี่นายคุมทหารไล่ไปแล้วยิงเกาทัณฑ์ไปถูกฮั่นต๋งตาย ทหารทั้งนั้นก็แตกไป

จูฮี เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย สี่นายพบเตียวฮ่อง ซุนต๋ง ซึ่งเป็นพวกฮั่นต๋งนั้น คุมทหารขวางหน้าเข้ารบจูฮี จูฮีเห็นพลเตียวฮ่องมากนักก็ถอยกลับมา เตียงฮ่อง ซุนต๋งก็ไล่รบไปชิงคืนเอาเมืองได้ จูฮีก็ถอยไปตั้งค่ายมั่นทางไกลเมืองประมาณร้อยหนึ่ง จูฮีคิดจะยกเข้ารบเอาเมืองอ้วนเซียอีก พอแลเห็นทหารพวกหนึ่งยกมาทางตะวันออกแลนายทหารซึ่งยกมานั้นชื่อ ซุนเกี๋ยน กิริยาเหมือนเสือ หน้าผากใหญ่ยาว เกิด ณ เมืองต๋องง๋อ แลซุนเกี๋ยนเมื่ออายุสิบเจ็ดปีนั้นไปเมืองเจียนต๋องกับบิดา ครั้นถึงปากน้ำเมืองเจียนต๋อง พบโจรสิบคนตีชิงลูกค้าเอาของมาปันกันอยู่บนบก ซุนเกี๋ยนจึงว่าแก่บิดาว่า โจรเหล่านี้หยาบช้านัก ข้าจะขึ้นไปจับตัวให้ได้ แล้วซุนเกี๋ยนก็เดินขึ้นไปทำอาการดุจดังขุนนางเรียกบ่าวไพร่ทั้งปวงอื้ออึง ฝ่ายโจรสิบคนเห็นก็ตกใจทิ้งของเสียวิ่งหนีไป ซุนเกี๋ยนไล่ตามฆ่าโจรตายคนหนึ่ง เก้าคนนั้นหนีไปได้ กิตติศัพท์ทั้งนี้รู้ไปถึงเจ้าเมืองเจียนต๋อง เจ้าเมืองเจียนต๋องจึงเอาตัวเข้าไปตั้งให้เป็นนายทหาร

อยู่มา หือฉงเป็นขบถ คุมพลได้หลายหมื่น ตั้งตัวเป็นเจ้าชื่อว่า เจ้ายังเป๋ง แลผู้รักษาเมืองกับซุนเกี๋ยนรู้จึงเกลี้ยกล่อมชาวเมืองซึ่งกล้าแข็งได้พันเศษ จึงไปรบที่เมืองหือฉง ฟันหือฉงกับลูกหือฉงตาย ผู้รักษาเมืองจึงบอกหนังสือความชอบขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าเลนเต้นให้แก่ซุนเกี๋ยน ครั้นอยู่มา พวกโจรโพกผ้าเหลืองคุมพวกเพื่อนเที่ยวตีบ้านเมืองกำเริบใหญ่หลวงขึ้น ฝ่ายซุนเกี๋ยนรู้ข่าวว่า จูฮีจะปราบโจรทั้งปวงมีความยินดีนัก จึงเกลี้ยกล่อมชาวบ้านชาวเมืองกับทหารเมืองอ้วนเซียทั้งสองเหล่าได้คนประมาณพันห้าร้อยแล้วยกมา ซุนเกี๋ยนมาถึงจูฮีแล้วบอกแก่จูฮีว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาปราบโจร จูฮีมีความยินดีนัก จึงจัดทหารทั้งปวงแล้วให้เล่าปี่ยกเข้าตีด้านเหนือ ให้ซุนเกี๋ยนยกเข้าตีด้านใต้ แล้วจูฮีนั้นยกเข้าตีด้านตะวันตกเมืองอ้วนเซีย ไว้ช่องแต่ด้านตะวันออก แลซุนเกี๋ยนนั้นปีนกำแพงเมืองอ้วนเซียเข้าไปไล่ฟันพวกโจรบนเชิงเทินตายยี่สิบเศษ แลพวกโจรทั้งปวงตกใจแตกไป ฝ่ายเตียวฮ่องเห็นซุนเกี๋ยนปีนกำแพงเมืองขึ้นมาฆ่าฟันพรรคพวกตายก็โกรธจึงขึ้นม้าถือง้าวจะมารบด้วยซุนเกี๋ยน ซุนเกี๋ยนเห็นเตียวฮ่องขี่ม้ามาถึงริมเชิงเทิน ซุนเกี๋ยนจึงโจนด้วยกำลังไปชิงเอาง้าวได้ แล้วฟันเตียวฮ่องตกม้าตาย จับเอาม้านั้นมาขี่ แล้วขับม้าไล่ฟันพวกโจรทั้งนั้นแตกตื่นไป ฝ่ายซุนต๋งเห็นจะต่อสู้ด้วยซุนเกี๋ยนมิได้ก็ขี่ม้าพาพวกโจรทั้งนั้นจะหนีออกประตูด้านเหนือ พอเห็นเล่าปี่ตีกระหนาบเข้ามา ซุนต๋งตกใจคิดว่า กูครั้งนี้เห็นจะไม่พ้นมือเล่าปี่ จะคิดเอาแต่ชีวิตรอดเถิด ซุนต๋งก็ถอยเข้ามา เล่าปี่ก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกซุนต๋งตกม้าตาย ฝ่ายจูฮีเห็นขับทหารทั้งปวงเข้าเมืองได้ ฆ่าพวกโจรตายประมาณหมื่นเศษ แล้วยกไปตีเมืองทั้งปวงซึ่งโจรรบได้ไว้นั้นถึงสิบสี่สิบห้าหัวเมือง แลอาณาประชาราษฎรทั้งปวงก็ค่อยอยู่เย็นเป็นสุข แล้วจูฮีก็ยกทัพกลับไปเมืองหลวงแจ้งเนื้อความแก่เสนาบดี แลเสนาบดีจึงเอาความกราบทูลแก่พระเจ้าเลนเต้ พระเจ้าเลนเต้ให้ปูนบำเหน็จจูฮีให้เป็นนายทหารใหญ่มีตำแหน่งเฝ้าแล้วให้เป็นที่เจ้าเมืองโห้หล้ำ จูฮีจึงกราบทูลความชอบซุนเกี๋ยนกับเล่าปี่ซึ่งได้ทำการปราบโจร พระเจ้าเลนเต้ให้ซุนเกี๋ยนไปเป็นกรมการหัวเมือง แต่เล่าปี่นั้นมิได้ตรัสประการใด แต่เล่าปี่คอยท่าบำเหน็จอยู่ในเมืองหลวงนั้นประมาณเดือนเศษมิได้สมความปรารถนาก็เสียน้ำใจนัก



หน้า ๙ ขึ้นสารบัญ




RTK - 001.jpg
รูปที่   ๒๔   เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทำสัตย์สาบานกัน
RTK - 002.jpg
รูปที่   ๒๕   เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ออกรบโจรโพกผ้าเหลืองครั้งแรก



เชิงอรรถแก้ไข

เชิงอรรถต้นฉบับแก้ไข

  1. เรื่องห้องสิน
  2. เรื่องไซ่ฮั่น
  3. เรื่องตั้งฮั่น
  4. ตามต้นฉบับไทย มีชื่อขันทีเพียงเก้าคน สอบฉบับจีน ได้ชื่อ "เชียกง" อีกคนหนึ่ง จึงรวมเต็มสิบคน

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซแก้ไข

ก. ^ ฉบับภาษาไทยว่า สามสิบ แต่ต้นฉบับภาษาจีนว่า สามสิบหก ("次後徒眾日多,角乃立三十六方...")

ข. ^ ฉบับภาษาไทยว่า มีแปดเมือง แต่ปรากฏชื่อเพียงเจ็ดเมือง (เฉงจิ๋ว, อิวจิ๋ว, ชิวจิ๋ว, เกงจิ๋ว, ยังจิ๋ว, กุนจิ๋ว และอิจิ๋ว) เมื่อเทียบต้นฉบับภาษาจีนว่า "青、幽、徐、冀、荊、揚、兗、豫八州之人,家家供奉大賢良師張角名字。" จึงทราบว่า ตกเมืองยั่นโจว (นี้เป็นสำเนียงกลาง ส่วนสำเนียงที่ใช้ในเรื่องเป็นสำเนียงฮกเกี้ยนซึ่งไม่ทราบว่าอ่านเมืองดังกล่าวเช่นไร) โดยต้องเรียงลำดับดังนี้ คือ ชิงโจว (เฉงจิ๋ว), โยวโจว (อิวจิ๋ว), สูโจว (ชิวจิ๋ว), จี้โจว (เกงจิ๋ว), จิงโจว (กุนจิ๋ว), หยังโจว (ยังจิ๋ว), ยั่นโจว, และยู่โจว (อิจิ๋ว) เป็นแปดเมือง




ขึ้น ตอนที่ ๒