งานแปล:ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพระยากัลยาณไมตรี/พระบันทึก

Memorandum
บันทึก

1. I have carefully read His Majesty’s memorandum, as well as that of Phya Kalyan. I have nothing except endorsement to express regarding H.M.’s memorandum but to P.K.’s memorandum, while admiring the exposition of his views and agreeing to in some parts, I regret to find myself differ from him in others. But time allowed to formulate my answer is short, and the handicap in my case by having to express my views in English instead of Siamese, compels me to write only briefly. However the proposals made by P.K. in his memorandum are of two kinds, namely, proposal on matters to be promulgated immediately and proposal on matters to be given further considerations. I will only comment on the former.

1. ข้าพระพุทธเจ้าได้อ่านพระราชบันทึกของพระองค์ กับทั้งบันทึกของพระยากัลยาณฯ โดยถี่ถ้วนแล้ว พระราชบันทึกของพระองค์นั้น ข้าพระพุทธเจ้ามีแต่จะแสดงความเห็นชอบด้วย แต่สำหรับบันทึกของพระยากัลยาณฯ แม้ข้าพระพุทธเจ้าจะชมชอบการแสดงทัศนะของเขา และเห็นด้วยในบางส่วน แต่ข้าพระพุทธเจ้าเสียใจที่พบว่า ตนเห็นต่างจากเขาในส่วนอื่น ๆ กระนั้น เวลาที่ได้รับมาสำหรับเรียบเรียงคำตอบนั้นมีน้อย และความลำบากในข้างข้าพระพุทธเจ้าซึ่งจำต้องออกความเห็นเป็นภาษาอังกฤษแทนที่จะเป็นภาษาสยามนั้นก็บีบให้ข้าพระพุทธเจ้าต้องเขียนแต่สั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่พระยากัลยาณฯ มีในบันทึกของเขานั้นมีอยู่สองประการ คือ ข้อเสนอว่าด้วยเรื่องที่จะต้องดำเนินการทันที กับข้อเสนอว่าด้วยเรื่องที่จะต้องพิจารณากันต่อไป ข้าพระพุทธเจ้าจะวิจารณ์แต่ประการแรก

2. The most important proposal, as it seems to me, is to change the system of administration of the Kingdom by the appointment of a Prime Minister with the power of selection and dismissal of ministers of state, and with the sole power to formulate policy and direct the administrations of the Kingdom, subject of course to the consent of the King and the shadow of a control by the Supreme Council of State. I am bound to admit my limitations both in the studies and the Knowledge of the administrations of European countries. My impression is that a Prime Minister is indispensible in parliamentary government, but in a country where absolute monarchy prevails such as, for example, Russia, Turkey, and Persia, the system did not seem to do much good without a strong monarch, nor indeed able to safe a weak monarch from his ruin. But I repeat again that I do not consider myself competent to judge matters of European nature, so I will confine my comment entirely to what I think would effect Siam and the Siamese.

2. ข้อเสนอสำคัญที่สุดตามความรู้สึกของข้าพระพุทธเจ้า คือ การเปลี่ยนระบบบริหารราชอาณาจักรด้วยการแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีซึ่งมีอำนาจที่จะเลือกสรรและถอดถอนเสนาบดีแห่งรัฐ กับทั้งมีอำนาจแต่ผู้เดียวที่จะจัดทำนโยบายและบังคับบัญชาคณะบริหารราชอาณาจักร ซึ่งแน่นอนว่าจะอยู่ภายใต้พระบรมราชานุมัติของพระเจ้าแผ่นดินและการควบคุมอยู่หลังม่านโดยอภิรัฐมนตรีสภา ข้าพระพุทธเจ้าจำต้องยอมรับว่า ตัวมีข้อจำกัดทั้งในการศึกษาและในความรู้เกี่ยวกับคณะบริหารประเทศทางยุโรป ความรู้สึกของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ว่า ในการปกครองแบบมีรัฐสภา[1] นั้น จะขาดอัครมหาเสนาบดีเสียมิได้ แต่ในประเทศที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นใหญ่ ดังเช่น รัสเซีย ตุรกี และเปอร์เซีย เป็นต้นนั้น ระบบเช่นนี้ดูจะไม่เป็นประโยชน์มากมายถ้าไร้พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชา และไม่อาจจะคุ้มกันพระราชาที่ด้อยความสามารถให้พ้นจากความวินาศได้เป็นแน่ กระนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอกล่าวย้ำว่า ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มองว่า ตนเองเก่งกล้าสามารถที่จะตัดสินเรื่องที่มีลักษณะแบบยุโรปได้ ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจะจำกัดคำวิจารณ์ทั้งหมดอยู่แต่สิ่งที่ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าจะกระทบกระเทือนสยามและชาวสยาม

3. First of all I will consider the general impressions that it would likely make in the country, because a Prime Minister such as proposed by P.K., or indeed, a Prime Minister in the European sense, in an unknown functionary in Siam, and to create one is an innovation that would naturally give rise to all sorts of conjectures. Plausible explanation may of course be written in the preamble of the decree, but would it be possible to convince the people? The fact that the King has appointed another person, whom they do not respect as much as the King himself, to govern the country in his stead, will most naturally make them ask, Why? Is it because the King does not care to do the work as a King should do, or that the Supreme Council, seeing that the King is too weak to rule, persuaded him to appoint a Prime Minister? In either case the authority and the prestige of the King would suffer in the eyes of the people. The innovation may be applaused by some Westernized Siamese, but how many are they comparing with the whole people of Siam? In short, I am of opinion that the innovation would create a general unfavourable impression in the country. One must not forget that general impression means much in this country, as it has already proved by the result of H.M.’s first act in creating the Supreme Council of State.

3. แรกสุด ข้าพระพุทธเจ้าจะใคร่ครวญถึงความรู้สึกที่ระบบนี้น่าจะก่อให้เกิดขึ้นทั่วไปในบ้านเมือง เพราะอัครมหาเสนาบดีอย่างที่พระยากัลยาณฯ เสนอมานั้น หรืออัครมหาเสนาบดีในแง่ยุโรปโดยทีเดียวนั้น เป็นเจ้าพนักงานที่ไม่มีผู้ใดในสยามรู้จัก และการจะจัดให้มีขึ้นสักคนนั้นก็เป็นการรังสรรค์สิ่งใหม่ซึ่งโดยสภาพแล้วคงจะเป็นชนวนให้เกิดความคาดเดาทุกรูปแบบ แน่นอนว่าจะเขียนคำอธิบายที่เข้าทีไว้ในคำปรารภพระราชกฤษฎีกาก็ได้ แต่จะเป็นไปได้หรือที่จะทำให้ผู้คนคล้อยตาม? ข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งผู้อื่นซึ่งคนเขาไม่เคารพเท่าพระเจ้าแผ่นดินเองมาปกครองแว่นแคว้นแทนพระองค์นั้น เป็นธรรมดาที่สุดอยู่แล้วที่จะทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า ทำไม? เป็นเพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่สนพระทัยจะปฏิบัติราชกิจอันพระเจ้าแผ่นดินพึงปฏิบัติ หรือเพราะอภิมนตรีสภา[2] เห็นว่า พระเจ้าแผ่นดินด้อยพระปรีชาเกินกว่าจะปกครองเอง จึงแนะนำให้ทรงแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดี? ไม่ว่ากรณีใด ทั้งพระเดชและพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดินก็จะเสียหายในสายตาของปวงประชา การรังสรรค์สิ่งใหม่นี้อาจเป็นที่สดุดีของชาวสยามหัวตะวันตกบางคน แต่คนพวกนี้จะมีสักกี่มากน้อยเมื่อเทียบกับชาวสยามทั้งหมด? กล่าวโดยรวบรัด คือ ข้าพระพุทธเจ้ามีความเห็นว่า การรังสรรค์สิ่งใหม่จะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นคุณขึ้นทั่วไปในบ้านเมือง เราต้องไม่ลืมว่า ความรู้สึกของคนทั่วไปมีความหมายมากในประเทศนี้ ดังที่พิสูจน์มาแล้วด้วยผลของพระราชกิจประการแรกของพระองค์ในการจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา

4. I will now consider the likely effect that the innovation would take upon the ruling class, taking the effect already seen by the creation of the S.C.S. as a standard of judgement. It would in all probability create 3 kinds of sentiment, i.e.,

4. ทีนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจะพิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่การรังสรรค์สิ่งใหม่นี้น่าจะก่อให้เกิดแก่ชนชั้นนำ โดยจะนำผลลัพธ์ที่เห็นกันมาแล้วในการจัดตั้งอภิสภา[2] มาเป็นเกณฑ์การตัดสิน เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เรื่องนี้จะก่อความรู้สึกสามประการ คือ

 (A) Those who applause and willing to support the innovation, either by conviction, or by allowing loyalty to the King to override their conviction, and those who applause because they expect personal benefit from it.

 (ก) บรรดาที่สรรเสริญและเต็มใจสนับสนุนการรังสรรค์สิ่งใหม่นี้ จะด้วยความเชื่อฝังใจก็ดี หรือโดยยอมให้ความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือความเชื่อฝังใจตนก็ดี และบรรดาที่สรรเสริญเพราะหวังประโยชน์ส่วนตัวจากการรังสรรค์สิ่งใหม่นั้น

 (B) Those who are indifferent and scepticle, either because they have no interest of their own to concern, or being opportunists simply awaiting to profit themselves out of whatever result it may bring.

 (ข) บรรดาที่วางเฉยแต่ก็แคลงใจอยู่ เพราะไม่มีผลประโยชน์ของตนมาเกี่ยวข้องด้วยก็ดี หรือเพราะเป็นนักฉวยโอกาสที่เพียงรอกอบโกยจากผลลัพธ์ใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการรังสรรค์สิ่งใหม่นั้นก็ดี

 (C) Those who oppose it either by their own conviction, or by personal jealousy, or having profit or interest to loose by the innovation.

 (ค) บรรดาที่ต่อต้าน เพราะความเชื่อฝังใจของตนก็ดี เพราะความริษยาส่วนตัวก็ดี หรือเพราะต้องเสียผลกำไรหรือผลประโยชน์ไปในการรังสรรค์สิ่งใหม่นี้ก็ดี

In fact no matter what system of government is adopted it can never give universal satisfaction, and there bound to be divisions of sentiment something similar to what I have said. The only thing to be hoped for is that the proportion of favourable sentiment be the majority, which I do not think would be the case in the appointment of a Prime Minister as proposed,

ที่จริง ไม่ว่าจะรับระบบปกครองใดมาใช้ ก็ไม่มีทางจะสร้างความพอใจโดยทั่วกันได้ และจะต้องเกิดความรู้สึกเป็นหลายแขนงทำนองที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กล่าวมาแล้วนี้ สิ่งเดียวที่หวัง ก็คือ สัดส่วนของความรู้สึกที่เป็นคุณนั้นจะอยู่ในข้างมาก ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในการแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีตามที่เสนอกัน

5. H.M. rightly stated in his memorandum that he has received deplorable inheritance when he ascended the Throne, because the authority of the sovereign had fallen much in respect and confidence, the treasury was on the verge of bankruptcy, and the government was corrupted and the services more or less in confusion. It was the master’s stroke of H.M. in the creation of the S.C.S. immediately after his accession that instantly restored the general confidence in the Throne. Now let us look at the composition and the working of the S.C.S. The Council is a committee of five persons of repute and experience presided always by the King in person, and every resolution passed in the Council is executed by the King alone, no member of the Council is ever mentioned in any act, nor has any of them interfered with the work of ministerial departments, and yet accusations are not wanting, that the Council has usurped H.M.’s authority and power, and also trying to interfere with the ministerial responsibility. I am glad indeed that H.M. himself refuted these accusations in his memorandum. But the fact that mischievous accusations are capable of being made against a Council of five persons (perhaps I may be allowed to call of high repute) is enough to make one realise what difficulties a Prime Minister alone would have to face against all sorts of intrigue, while on the other hand he is being held responsible for the good administration of the country. Here one discerns the necessity which may arise that a Prime Minister would be obliged to resort to strategems, good or bad in order to keep his position or otherwise throw up his appointment altogether.

5. พระองค์ตรัสไว้ในพระราชบันทึกได้อย่างถูกต้องว่า เมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ ทรงได้รับมรดกอันชวนสลดใจ เพราะความเคารพศรัทธาในพระเดชานุภาพแห่งองค์พระประมุขนั้นตกต่ำลงมาก ท้องพระคลังแทบล้มละลาย ส่วนรัฐบาลก็ฉ้อฉล และราชการก็อลหม่านไม่มากก็น้อย การที่ทรงจัดตั้งอภิสภาขึ้นทันทีหลังจากที่ขึ้นเสวยราชย์ จึงเป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์ที่กอบกู้ศรัทธาทั่วไปในราชบัลลังก์ขึ้นโดยพลัน ทีนี้ มาพิจารณาถึงองค์ประกอบและการทำงานของอภิสภากัน สภานี้เป็นคณะกรรมการอันประกอบด้วยบุคคลห้าคนที่ทรงเกียรติคุณและประสบการณ์ โดยที่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงเป็นประธานด้วยพระองค์เองเสมอ และพระเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์เดียวที่จะดำเนินการตามมติทุกอย่างที่ลงในสภานั้น ในการกระทำใด ๆ จะไม่มีการเอ่ยอ้างถึงสมาชิกคนใดของสภาทั้งสิ้น และไม่เคยมีสมาชิกคนใดแทรกแซงการงานในกรมกองของกระทรวงเลย กระนั้น ข้อกล่าวหาว่า สภานี้ช่วงชิงพระเดชานุภาพและพระราชอำนาจของพระองค์ ทั้งพยายามยุ่งเกี่ยวกับความรับผิดชอบของกระทรวง ก็มีอยู่ไม่ขาด ข้าพระพุทธเจ้าจึงยินดีทีเดียวที่พระองค์ทรงหักล้างข้อกล่าวหาเหล่านี้ไว้ในพระราชบันทึกด้วยพระองค์เอง ทว่า ข้อเท็จจริงที่ว่า สามารถสร้างข้อกล่าวหาโดยมุ่งร้ายต่อสภาที่ประกอบด้วยบุคคลถึงห้าคน (ข้าพระพุทธเจ้าคงสามารถเรียกขานคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้มีเกียรติคุณสูงส่งได้กระมัง) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระหนักถึงความยากลำบากอันอัครมหาเสนาบดีเพียงคนเดียวจะต้องเผชิญในการต่อต้านเล่ห์กลทุกรูปแบบ ขณะที่ในอีกแง่หนึ่ง อัครมหาเสนาบดีก็จะต้องรับผิดชอบในการบริหารบ้านเมืองให้ดี ณ จุดนี้ เราอาจมองออกว่า อาจมีความจำเป็นที่อัครมหาเสนาบดีจะจำใจอาศัยยุทธวิธีจะดีจะร้ายก็ตามเพื่อรักษาตำแหน่งของตัว หรือไม่อย่างนั้นก็คงจะทิ้งขว้างตำแหน่งหน้าที่ของตัวไปเสียสิ้น

6. Now I come to the person and the responsibility of the Prime Minister. No doubt H.M. will select the best qualified person in the Kingdom as his first Prime Minister, and let us presume that the selection meets with universal approval. The first impression created by the appointment of the Prime Minister would be that he is expected to improve the administration in such a way that will give entire satisfaction to the public. Should he fail to realise general expectations however unreasonable, he would always stand to have censures heap upon his head which would make it extremely difficult for a Prime Minister to maintain the public confidence for any length of time. Moreover the Prime Minister, however wise and able he may be, has to carry on his work with the approval of the King as well as loyal support and competent assistance of the ministers of state. How is he to be assured of it? It is indeed proposed that the Prime Minister should have the power of removal and selection of ministers. But such powers have always been considered to belong to the king alone, and considered to be the mainstay against personal intrigue of others. It will be a great difference between the King exercising those powers in the S.C.S., and permitting the Prime Minister to exercise them with his approval. If the Kings own backstair is considered obnoxious, what would it be to have another one of the Prime Minister? Let us suppose that nothing I have said would happen. Now if the Premier considers one or more ministers of state incompetent, who would he select to replace them? Naturally he would select those whom he has confidence in ability as well as loyalty towards him. Here we may discern the element of party government introduced into Siam but without parliamentary control, such element could easily tends to be a government by faction.

6. บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจะว่าด้วยตัวบุคคลและความรับผิดชอบของอัครมหาเสนาบดี ไม่ต้องสงสัยว่า พระองค์จะต้องทรงเลือกสรรบุคคลที่มีคุณสมบัติดีที่สุดในราชอาณาจักรมาเป็นอัครมหาเสนาบดีคนแรกของพระองค์ และเราจะลองสมมติว่า การเลือกสรรนั้นได้รับความเห็นชอบทั่วกัน ความรู้สึกแรกที่การแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีนั้นจะก่อให้เกิด คงเป็นความคาดหวังให้ผู้นั้นมาปรับปรุงการบริหารโดยวิธีการที่จะสร้างความพึงพอใจในทุกสถานให้แก่สาธารณชน หากผู้นั้นไม่ตระหนักในความคาดหวังของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังที่ไร้เหตุผลเพียงใดก็ตาม ผู้นั้นก็คงตกอยู่ในภาวะที่มีคำก่นด่ากองท่วมหัว ซึ่งจะทำให้อัครมหาเสนาบดียากที่จะรักษาความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนได้ ไม่ว่าจะในระยะเวลาสั้นยาวเท่าใดก็ตาม นอกจากนั้น ต่อให้มีสติปัญญาและความสามารถอย่างใดก็ดี อัครมหาเสนาบดีก็ต้องดำเนินงานของตนโดยอาศัยพระบรมราชานุมัติของพระเจ้าแผ่นดินกับทั้งการสนับสนุนอย่างซื่อตรงและความช่วยเหลืออย่างมีสมรรถภาพจากเสนาบดีแห่งรัฐ แล้วอัครมหาเสนาบดีจะมั่นใจในเรื่องนี้ได้ฉันใด? มีการเสนอทีเดียวว่า ควรที่อัครมหาเสนาบดีจะมีอำนาจถอดถอนและเลือกสรรเสนาบดี แต่อำนาจเช่นว่านั้น มองกันตลอดมาว่า เป็นของพระเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์เดียว และยังถือกันว่า เป็นเสาหลักสำหรับป้องกันแผนร้ายส่วนตัวของผู้อื่น การที่พระเจ้าแผ่นดินทรงใช้อำนาจนั้นในอภิสภา กับการที่ทรงให้อัครมหาเสนาบดีมาใช้อำนาจดังกล่าวภายใต้พระบรมราชานุมัตินั้น จะแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง หากมองกันว่า การมีคณะผู้ทรงอิทธิพลอยู่เบื้องหลังพระเจ้าแผ่นดินนั้นเป็นสิ่งน่าทุเรศ แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าให้มีของอัครมหาเสนาบดีขึ้นมาอีกคณะ? ลองสมมติว่า การณ์ไม่ไปเป็นไปดังที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูล ทีนี้ ถ้ามหาเสนาบดีเห็นว่า เสนาบดีแห่งรัฐคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ไร้ความสามารถแล้วไซร้ ใครเล่าที่เขาจะเลือกสรรมาเป็นแทน? ตามธรรมดาเขาย่อมเลือกสรรคนที่เขาไว้ใจในความสามารถและความซื่อตรงต่อเขา ตรงนี้เราคงมองเห็นถึงลักษณะของการเริ่มการปกครองด้วยพรรคการเมืองในสยาม แต่ถ้าไร้การควบคุมจากรัฐสภาแล้ว ก็มีแนวโน้มที่ลักษณะอย่างนั้นจะกลายเป็นการปกครองด้วยกลุ่มก๊กไปได้ง่าย ๆ

7. The relation between the Sovereign and the Prime Minister is also most important and most delicate matter. It would be utopian to expect that the king and the Prime Minister would always see eye to eye, or indeed that every Prime Minister would have the same degree of favour and confidence of the King. If the King wants to dismiss a Prime Minister, he would have to find convincing reason for so doing, but in the absence of parliament who is to furnish the convincing reason that protects H.M.’s decision from being considered unjust and arbitrary? The dismissed Prime Minister naturally would not proclaim his own faults, and he, being a great man, may have more or less admirers who agree with him, and here we see the element of official opposition being introduced into Siam, and again without parliamentary control. But the worse would happen when the King wants to dismiss a Prime Minister and he has the general support of the people, even in Bangkok alone.

7. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์พระประมุขและอัครมหาเสนาบดีนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและละเอียดอ่อนที่สุดเช่นกัน คงเป็นความเพ้อฝันถ้าจะคาดหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินกับอัครมหาเสนาบดีจะมีความเห็นลงรอยกันเสมอไป หรือถ้าจะคาดหมายทีเดียวว่า อัครมหาเสนาบดีทุกคนจะเป็นที่พอพระทัยและไว้วางพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินในระดับเดียวกัน หากพระเจ้าแผ่นดินทรงประสงค์จะปลดอัครมหาเสนาบดี พระองค์ก็คงจะต้องหาเหตุผลที่ชวนคล้อยตามเพื่อจะกระทำเช่นนั้น แต่ถ้าไม่มีรัฐสภาแล้วไซร้ ใครเล่าจะคอยจัดหาเหตุผลที่น่าเชื่อถืออันจะเป็นการปกป้องพระบรมราชวินิจฉัยมิให้ถูกมองว่าอยุติธรรมและพลการ? อัครมหาเสนาบดีที่ถูกปลดคงไม่ป่าวประกาศความผิดของตัวเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และเพราะอัครมหาเสนาบดีนั้นเป็นมหาบุรุษ เขาย่อมมีผู้นิยมชมชอบซึ่งเห็นคล้อยตามเขาอยู่ไม่มากก็น้อย และ ณ จุดนี้ เราจะเห็นลักษณะของการริเริ่มให้มีฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการในสยาม ซึ่งก็ไร้การควบคุมจากรัฐสภาอยู่เหมือนเดิม แต่ความวิบัติคงอุบัติแน่ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงประสงค์จะปลดอัครมหาเสนาบดี และผู้นั้นได้รับความสนับสนุนจากประชาชนโดยทั่วกัน แม้ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว

8. There is another thing which in Siam is still different from European countries where the system of government by Prime Minister existed. In a country like England or France where government changes according to the will of parliament, or even Russia in the old days when ministers were often changed according to the will of the Monarch, in those countries they have organised departments of Civil Service in which the permanent officials run the work, the minister only directs the policy; so a change of a minister does not effect the works of the department. Now in Siam, at present at any rate, and I am of opinion that for some time to come yet, the minister is the backbone of the ministry he presides. The organisation as well as the work of a department are still visibly effected by the competency of the minister. That is why even without constant changes of the minister it is difficult to find a real competent man as head of a ministerial department. If a ministerial host becomes unpermanent before a thorough organisation is made in the ministries in the same way as in European countries, I am afraid local discipline will also break down, and because in stead of looking to one chief all the time, speculation as to a coming chief would constantly arise. It may be argued that the Prime Minister is expected to cure all those imperfections, but from the nature of things existing in this country as aforesaid, can one man do it? It may be argued again that the answer could be known only if we give the idea a trial. But why run the risk of a trial for the sake of an idea when there is no necessity.

8. มีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งในสยามยังแตกต่างจากประเทศทางยุโรปที่มีรูปแบบการปกครองด้วยอัครมหาเสนาบดี ในประเทศอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศสที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามเจตจำนงของรัฐสภา หรือแม้ในรัสเซียสมัยก่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงเสนาบดีตามพระราชประสงค์ขององค์กษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง ในประเทศเหล่านั้น ได้จัดระเบียบกรมกองราชการให้ข้าราชการประจำเป็นผู้ขับเคลื่อนการงาน ส่วนเสนาบดีนั้นเพียงแต่กำกับนโยบาย ฉะนั้น การเปลี่ยนเสนาบดีจึงไม่กระทบกระเทือนการงานของกรมกอง ทีนี้ ในสยามเรา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรในสมัยปัจจุบันนี้ และข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า คงจะอีกสักช่วงในอนาคตด้วย เสนาบดีเป็นกระดูกสันหลังของกระทรวงที่ตนเป็นหัวหน้า ความสามารถของเสนาบดีนั้นยังเห็นได้ชัดว่ามีผลต่อการจัดระเบียบและการงานในกรมกองนั้น นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงหาผู้มีความสามารถจริง ๆ มาเป็นหัวหน้ากรมกองในกระทรวงได้ยาก แม้จะไม่เปลี่ยนตัวเสนาบดีอย่างสม่ำเสมอก็ตาม ถ้าเสนาบดีกลายเป็นตำแหน่ง[3] ชั่วคราวก่อนที่จะมีการจัดระเบียบทั่วทั้งกระทรวงอย่างเดียวกับในประเทศทางยุโรปแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าเกรงระเบียบวินัยท้องถิ่นเราคงพังทลายไปด้วย และเพราะจะไม่ได้จดจ่ออยู่กับผู้บังคับบัญชาคนเดียวเสมอ ๆ อีก การกะเก็งว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าก็คงเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ อาจโต้แย้งได้ว่า เป็นที่คาดหมายอยู่แล้วว่า อัครมหาเสนาบดีจะแก้ไขความบกพร่องเหล่านั้นทั้งหมด แต่จากสภาพของสิ่งต่าง ๆ ที่มีในประเทศนี้ดังที่พรรณนามาข้างต้นแล้ว คนคนเดียวจะทำได้หรือ? อาจโต้แย้งอีกว่า เราจะรู้คำตอบก็ต่อเมื่อเราลองทำตามแนวคิดนั้นแล้ว แต่เราจะลองเสี่ยงเพียงเพื่อแนวคิดแนวเดียวไปทำไมในเมื่อไม่จำเป็นเลย

9. I do not wish it to be understood that I think parliamentary government and the system of government by having a Prime Minister are forever unfit for Siam. I only maintain that both are unfit and undesirable in the condition and circumstances which now exist in Siam, and the result would be disastrous even if the system of government by a Prime Minister alone is adopted now. What Siam urgently wants at the present moment is to remedy the evils existed before H.M. came to the Throne, and to organise an efficient administration of the Kingdom before anything else. In this respect H.M. himself has done a great act, which can never be overpraised, by the creation of the S.C.S., and himself working with it loyally and arduously with the satisfactory results, that confidence in the government has been re-established, and the national budget balanced, and put a stop to official embezzlement and irregularities by removing underisables from offices and putting in competent men to do the work of reorganisation of the administrations. One should not forget that all the good works accomplished by H.M. was done within the last ten months, and there are many more works to be done, and “Rome was not built in a day”. Even if the innovation is introduced I doubt whether it can accomplish more rapidly, not to say, or better. I am an old man and may be considered naturally conservative, but with sincere conviction I beg leave to ask that what fault or drawback the present system has shown, so as to endanger the safety or retard the progress of Siam, if it is allowed to continue? Is there any apparent and convincing necessity which reqnires radical modific-ation? If the benefit of the present system is found to exist no longer or has been compromised, I do not think any member of the S.C.S. would hesitate to remedy it even with its own desolution, but if the S.C.S. is still considered useful, I beg to warn that the appointment of a Prime Minister as proposed, and no matter what the proposal may provide for, the S.C.S., is bound to be extinguish the S.C.S. in so far as its usefulness is concerned even with the life-time of the old men who now serve in it.

9. ข้าพระพุทธเจ้าไม่ประสงค์จะให้เข้าใจว่า ข้าพระพุทธเจ้ามองว่า การปกครองแบบมีรัฐสภา และระบบปกครองแบบมีอัครมหาเสนาบดีนั้น จะไม่เหมาะแก่สยามเสมอไป ข้าพระพุทธเจ้าเพียงยืนยันว่า การปกครองทั้งสองอย่างนั้นไม่เหมาะและไม่เป็นที่ปรารถนาภายใต้สภาวการณ์และพฤติการณ์ที่เป็นอยู่ในสยามยามนี้ และผลลัพธ์คงจะหายนะ แม้แค่นำระบบปกครองโดยอัครมหาเสนาบดีมาใช้เพียงอย่างเดียว ณ ตอนนี้ สิ่งที่สยามต้องการโดยด่วนกว่าสิ่งอื่นใด คือ การแก้ไขเรื่องเลวร้ายที่มีมาตั้งแต่ก่อนพระองค์จะเสด็จสู่ราชสมบัติ และการจัดระเบียบการบริหารราชอาณาจักรให้มีประสิทธิภาพ ในเรื่องนี้ พระองค์เองได้ทรงบำเพ็ญพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะสดุดีเช่นใดก็ไม่มีทางเกินเลยไปได้ ก็คือ การจัดตั้งอภิสภา และทรงร่วมงานกับสภานั้นด้วยพระองค์เองอย่างซื่อตรงและทรงพระวิริยะ จนเกิดผลลัพธ์น่าพึงใจ คือ ได้ฟื้นฟูศรัทธาในรัฐบาล สร้างสมดุลแก่งบประมาณของชาติ และยับยั้งการยักยอกและฝ่าฝืนระเบียบในวงราชการ ด้วยการขจัดบุคคลไม่พึงประสงค์ออกไปจากตำแหน่งหน้าที่ และนำคนที่มีความสามารถเข้ามาทำงานจัดระเบียบคณะบริหารเสียใหม่ เราไม่ควรลืมว่า การงานดี ๆ ทั้งหลายที่พระองค์ทรงยังให้สัมฤทธิ์ผลนั้นได้ลงมือทำ[4] ภายในสิบเดือนที่ผ่านมานี้ และมีงานอีกมากจะให้ทำกัน และ "โรมมิได้สร้างในวันเดียว" ถึงแม้จะนำสิ่งสร้างสรรค์ใหม่นั้นเข้ามา ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่แน่ใจว่า จะสัมฤทธิ์ผลได้รวดเร็วกว่ากัน หรือยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะดีกว่ากันหรือไม่ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่ และอาจมองว่า โดยสภาพแล้วเป็นคนหัวโบราณ แต่ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตที่จะเอ่ยถามด้วยความเชื่อฝังใจจริงว่า ระบบปัจจุบันนี้ปรากฏข้อผิดพลาดหรือข้อเสียตรงไหนที่เป็นภัยต่อสวัสดิภาพหรือฉุดรั้งความก้าวหน้าของสยาม ถ้าให้ระบบนี้คงอยู่ต่อไป? มีความจำเป็นอย่างชัดเจนและชวนคล้อยตามว่าต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบถึงรากเลยหรือไม่? ระบบปัจจุบันนี้ ถ้าพบว่าไม่มีประโยชน์อีกต่อไป หรือประสานประโยชน์ได้แล้วไซร้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่คิดว่า จะมีสมาชิกคนใดในอภิสภารีรอที่จะแก้ไขเรื่องนั้น แม้ด้วยการยุบ[5] สภาของตัวลงก็ตาม แต่ถ้ายังมองว่าอภิสภามีประโยชน์อยู่ไซร้ ข้าพระพุทธเจ้าก็ใคร่ถวายคำแนะนำว่า ทรงมีพันธะที่จะต้องระงับการแต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีดังที่เสนอกันนั้นเสีย ไม่ว่าข้อเสนอจะกำหนดไว้อย่างไรก็ตาม ตราบที่ความมีประโยชน์ของอภิสภายังเกี่ยวข้องอยู่ แม้กับช่วงชีวิตของชายชราทั้งหลายที่บัดนี้ทำหน้าที่ในสภานั้น[6]

10. H.M. has done me a great and gratifying honour by mentioning my name in his memorandum among the first and firm supporters of his idea in the creation of the S.C.S. I did so because I was absolutely convinced that such council alone would be practicble for the successful administration of Siam under the present circumstances. If I remember rightly I have also expressed my opinion to H.M. even then, I do not think a system of government by Prime Minister would do in Siam. It was therefore a sort of pride and satisfaction to me to see the results of H.M.’s creation of the S.C.S., because it made me feel that I was not wrong in giving him my support, and I wish H.M. to know that it was a real pleasure to me when sitting in the Council to see and feel that everyone of its members from the King downwards discard all personal ambitions and work together solely for the benefit of Siam.

10. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่และน่าชื่นชูใจจากการที่ทรงเอ่ยนามข้าพระพุทธเจ้าไว้ในพระราชบันทึกว่า เป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่สนับสนุนแนวคิดของพระองค์อย่างหนักแน่นในการจัดตั้งอภิสภา ข้าพระพุทธเจ้ากระทำเช่นนั้นด้วยเชื่อถือหมดใจว่า มีแต่สภาเยี่ยงนั้นที่จะใช้การเพื่อบริหารสยามอย่างราบรื่นในพฤติการณ์ปัจจุบันนี้ได้ แม้เป็นเช่นนั้น ถ้าข้าพระพุทธเจ้าจำไม่ผิด ข้าพระพุทธเจ้ายังได้ถวายความเห็นต่อพระองค์ด้วยว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่คิดว่า ระบบการปกครองด้วยอัครมหาเสนาบดีนั้นจะใช้ได้ในสยาม ดังนั้น จึงเป็นความภาคภูมิใจและพึงพอใจอย่างหนึ่งของข้าพระพุทธเจ้าที่ได้เห็นผลลัพธ์จากการที่พระองค์ทรงจัดตั้งอภิสภา เพราะทำให้ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกว่า คิดถูกแล้วที่สนับสนุนพระองค์ และข้าพระพุทธเจ้าหวังจะให้พระองค์ได้ทรงทราบว่า เป็นความปลาบปลื้มของข้าพระพุทธเจ้าโดยแท้ที่เมื่อนั่งประชุมในสภานี้ ได้เห็นและสัมผัสว่า สมาชิกสภาทุกคนนับแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมาพากันละทิ้งอัตตาส่วนตัวทุกประการแล้วประสานมือกันเพื่อประโยชน์ของสยามเพียงสิ่งเดียว

11. As regards the impracticability of having a parliamentary government in Siam till the people are sufficiently educated to understand their responsibility in the election, I entirely agree with P.K. and think that he is absolutely right. I would only add that either when the institution of the S.C.S. is found wanting in usefulness, or when the time approaches that H.M. is considering the creation of the parliamentary government, then the question of government by Prime Minister should be taken up for consideration.

11. ว่าด้วยเรื่องการปกครองแบบมีรัฐสภาไม่อาจมีได้ในสยาม จนกว่าประชาชนจะได้รับการศึกษาจนพอเข้าใจความรับผิดชอบของตนในการเลือกตั้งนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพ้องกับพระยากัลยาณฯ ทุกประการ และคิดว่า เขากล่าวถูกต้องทีเดียว ข้าพระพุทธเจ้าเพียงใคร่เพิ่มเติมว่า เมื่อใดที่เห็นว่า สถาบันอภิสภาไม่มีประโยชน์อีก หรือเมื่อถึงกาลสมัยที่พระองค์จะทรงพิจารณาจัดตั้งการปกครองแบบมีรัฐสภาแล้ว ก็ค่อยยกคำถามเรื่องการปกครองด้วยอัครมหาเสนาบดีขึ้นพิจารณากัน

12. As regards making municipal institution, the starting point for representative government I need not comment in this memorandum, because it was also a subject which I agreed with and supported H.M.’s idea before he came to the Throne just the same as I have supported his idea of the creation of the S.C.S.

12. ว่าด้วยเรื่องก่อตั้งสถาบันเทศบาลนั้น[7] ข้าพระพุทธเจ้าไม่จำต้องวิจารณ์จุดเริ่มต้นการปกครองแบบมีผู้แทนไว้ในบันทึกนี้ เพราะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยและสนับสนุนพระราชดำริของพระองค์มาตั้งแต่ก่อนพระองค์ขึ้นทรงราชย์แล้ว เฉกเช่นเดียวกับที่ข้าพระพุทธเจ้าสนับสนุนพระราชดำริในการจัดตั้งอภิสภา
1st. August 1926.
1 สิงหาคม 1926

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซแก้ไข

  1. อันที่จริง คำว่า "รัฐสภา" ดูเหมือนจะใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ส่วน ณ เวลาตามเอกสารนี้ (พ.ศ. 2469) เรียกหน่วยงานนี้กันอย่างไรในภาษาไทยก็ยังค้นไม่พบ พบแต่พระบรมราชาธิบายของรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2430 ทับศัพท์ว่า "ปาลิเมนต์" (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2470, น. 63) ในคำแปลนี้จึงใช้คำว่า "รัฐสภา" ไปก่อน
  2. 2.0 2.1 ชื่อเต็ม คือ "อภิรัฐมนตรีสภา" ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Supreme Council of State" ดูเพิ่มเติมที่ สถานีย่อย:อภิรัฐมนตรีสภา
  3. ต้นฉบับว่า "host" (เหย้า, เจ้าบ้าน, เจ้าภาพ; กองทัพ; ฯลฯ) ซึ่งคงเป็นการเขียนหรือพิมพ์ "post" (ตำแหน่ง) ผิด ในที่นี้จึงแปลตามความหมายของ "post"
  4. คำว่า "done" อาจมองว่า เป็นคำคุณศัพท์ (แปลว่า สำเร็จ, เสร็จสิ้น ฯลฯ) หรือเป็นคำกริยา (ช่อง 3 ของ "do" แปลว่า ทำ, ลงมือทำ ฯลฯ) ก็ได้ ในที่นี้มองอย่างหลัง เพราะข้อความที่ตามมาเอ่ยถึงการมีงานมากมายให้ทำ
  5. ต้นฉบับว่า "desolution" ซึ่งคงเป็นการเขียนหรือพิมพ์ "dissolution" (ยุบ, ยุติ, เลิก ฯลฯ) ผิด ในที่นี้จึงแปลตามความหมายของ "dissolution"
  6. ข้อความส่วนหลัง ๆ นี้ ต้นฉบับเขียนหรือพิมพ์ผิดเยอะมากจนแทบอ่านไม่รู้เรื่อง การแปลจึงเป็นไปเท่าที่จับใจความได้
  7. หมายถึง การวางระบบเทศบาล หรือการจัดองค์การเทศบาล ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ปรากฏผลเป็นพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 (2477)

บรรณานุกรมแก้ไข

ต้นฉบับแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข