เปิดรายการเลือกหลัก

วิกิซอร์ซ β

ตำนานหนังสือสามก๊ก

ตำนานหนังสือสามก๊ก
โดย: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ปก ลงสารบัญ






ตำนานหนังสือสามก๊ก







หน้า ปกใน ขึ้นลงสารบัญ




Royal Council of Siam - Seal - 001.jpg


ตำนานหนังสือสามก๊ก


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ


ทรงแต่ง


เป็นภาคผนวกประกอบกับหนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ






พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร


เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑




หน้า ๓ (สารบัญ) ขึ้นลง



สารบัญ
 
หน้า
คำนำ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
อธิบายว่าด้วยหนังสือสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ว่าด้วยแปลหนังสือสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ว่าด้วยสำนวนแปลหนังสือสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๒๙
ว่าด้วยพิมพ์หนังสือสามก๊กภาษาไทย
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๓๓
ว่าด้วยรูปเรื่องสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๔๗
ว่าด้วยวินิจฉัยเรื่องสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๔๗
ว่าด้วยรูปภาพสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๕๕
ว่าด้วยแผนที่สามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๕๗
ชื่อภูมิประเทศในเรื่องสามก๊ก
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
๖๑
 




หน้า ๔ (สารบัญรูป) ขึ้นลงสารบัญ




สารบัญรูป


ที่ พระเจ้าเหี้ยนเต้ นางตังกุยหุย นางฮกเฮา
ที่ อ้องอุ้น ตังสิน ฮกอ้วน
ที่ ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ นางเตียวเสียน
ที่ อ้วนเสี้ยว อ้วนสุด บุนทิว งันเหลียง
ที่ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย
ที่ ชีซี บังทอง ขงเบ้ง
ที่ จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตง จิวฉอง กวนเป๋ง
ที่ เล่าเจี้ยง เตียวสง หวดเจ้ง
ที่ เงียมหงัน เกียงอุย อองเป๋ง ม้าเจ๊ก
ที่ ๑๐ เบ้งเฮ้ก เลียวฮัว เตียวเปา กวนหิน
ที่ ๑๑ ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก ซุนกวน
ที่ ๑๒ จิวยี่ โลซก จูกัดกิ๋น
ที่ ๑๓ ฮันต๋ง อุยกาย งำเจ๊ก จิวท่าย
ที่ ๑๔ โกะหยง ชีเซ่ง เตียวเจียว เตงฮอง
ที่ ๑๕ โจโฉ กุยแก ซุนฮก
ที่ ๑๖ โจจู๋ อีเกียด เกียดเป๋ง ฮัวโต๋
ที่ ๑๗ เคาทู เตียนอุย ซีหลง
ที่ ๑๘ เตียวคับ งักจิ้น อองสง
ที่ ๑๙ โจจิ๋ว เตียวเลี้ยว อิกิ๋ม บังเต๊ก แฮหัวเอี๋ยน
ที่ ๒๐ แฮหัวตุ้น ฮัวหิม อองลอง
ที่ ๒๑ โจหอง โจหยิน โจเจียง
ที่ ๒๒ โจผี นางเอียนสี โจสิด
ที่ ๒๓ สุมาอี้ สุมาสู สุมาเจียว สุมาหู เตงงาย จงโฮย




หน้า ๕–๑๐ (๑–๖) ขึ้นลงสารบัญ




คำนำ


สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เสด็จประทับอยู่ด้วยสมเด็จพระโอรส ณ วังบางขุนพรหมมาแต่รัชกาลที่ ๖ ทรงประชวรสิ้นพระชนม์เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เชิญพระศพเข้าไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง แล้วดำรัสสั่งให้สร้างพระเมรุที่ท้องสนามหลวง กำหนดจะพระราชทานเพลิงพระศพในต้น พ.ศ. ๒๔๗๑ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงปรารภการพระกุศลอันจะทรงบำเพ็ญสนองพระคุณสมเด็จพระชนนี ดำรัสปรึกษากับข้าพเจ้าถึงเรื่องหนังสือซึ่งจะทรงพิมพ์เป็นมิตรพลีสำหรับประทานในงานพระเมรุ โปรดเรื่องสามก๊ก ด้วยทรงพระราชดำริว่า เป็นหนังสือซึ่งนับถือกันมาว่าแต่งดีทั้งตัวเรื่องแลสำนวนที่แปลเป็นภาษาไทย ถึงได้ใช้เป็นตำราเรียนอยู่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ จะหาฉบับดีไม่ได้เสียแล้ว ด้วยเป็นแต่พิมพ์ต่อ ๆ กันมามิได้ชำระต้นฉบับที่พิมพ์ในชั้นหลัง ดำรัสว่า ถ้าหากราชบัณฑิตยสภารับชำระต้นฉบับแลจัดการพิมพ์ใหม่ให้ทันได้ทั้งเรื่องก็จะทรงรับบริจาคทรัพย์พิมพ์เรื่องสามก๊กเป็นหนังสือสำหรับประทานเรื่องหนึ่งในงานพระเมรุสมเด็จพระชนนี ข้าพเจ้าได้ฟังมีความยินดีรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของราชบัณฑิตยสภาจะต้องสนองพระประสงค์ ด้วยหนังสือสามก๊กเป็นหนังสือเรื่องสำคัญแลเป็นหนังสือเรื่องใหญ่ถึงสี่เล่มสมุดพิมพ์ จะหาผู้อื่นรับพิมพ์ทั้งเรื่องยากยิ่งนัก ถ้าพ้นโอกาสนี้แล้วก็ไม่สามารถกำหนดไว้ว่า เมื่อใดจะได้ชำระแลพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กให้กลับคืนดีดังเก่า ข้าพเจ้าจึงกราบทูลรับจะทำถวายให้ทันตามพระประสงค์

เมื่อกราบทูลรับแล้ว มาพิเคราะห์ดูเห็นว่า การที่จะพิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าครั้งนี้มีข้อสำคัญซึ่งควรคำนึงอยู่สองข้อ ข้อหนึ่ง คือ นักเรียนทุกวันนี้ การเรียนแลความรู้กว้างขวางกว่าแต่ก่อน หนังสือสามก๊กฉบับพิมพ์ใหม่จะต้องให้ผู้อ่านได้ความรู้ยิ่งขึ้นกว่าอ่านฉบับที่พิมพ์ไว้แต่เดิม จึงจะนับว่าเป็นฉบับดีสมกับที่พิมพ์ในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า ความข้อนี้เห็นทางที่จะทำได้มีอยู่ ด้วยอาจตรวจสอบหนังสือต่าง ๆ หาความรู้อันเป็นเครื่องประกอบหนังสือสามก๊กมาแสดงเพิ่มเติม แลการส่วนนี้เผอิญมีผู้สามารถอยู่ในราชบัณฑิตยสภา คือ อำมาตย์โท พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) ซึ่งเชี่ยวชาญทั้งภาษาจีน แลได้เคยอ่านหนังสือจีนเรื่องต่าง ๆ มาก รับเป็นผู้เสาะหาความรู้ทางฝ่ายจีน แลมีศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ อีกคนหนึ่งรับช่วยเสาะหาทางประเทศอื่น ตัวข้าพเจ้าเสาะหาทางฝ่ายไทย ช่วยกันค้นคว้าหาความรู้เนื่องด้วยหนังสือเรื่องสามก๊กอันยังมิได้ปรากฏแพร่หลายมาแต่ก่อนได้อีกหลายอย่าง ถ้าว่าตามแบบที่เคยทำมา ความรู้ที่ได้เพิ่มเติมเช่นนี้มักแสดงไว้ใน "คำนำ" หรือ "คำอธิบาย" ข้างหน้าเรื่อง แต่ความอันจะพึงกล่าวด้วยเรื่องสามก๊ก ถ้าเรียบเรียงให้สิ้นกระแสซึ่งจะเป็นประโยชน์ในทางความรู้ เห็นจะเป็นหนังสือมากเกินขนาดที่เคยลงในคำนำหรือคำอธิบาย เมื่อคิดใคร่ครวญว่าจะทำอย่างไรดี ข้าพเจ้าหวนรำลึกถึงครั้งสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษาครบหกสิบปีเมื่อระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ โปรดให้พิมพ์หนังสือบทละครเรื่องอิเหนาะพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประทานเป็นมิตรพลี ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้แต่งเรื่องตำนานละครอิเหนาพิมพ์เพิ่มเป็นภาคผนวกถวายอีกเล่มหนึ่ง สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าโปรด งานพระเมรุครั้งนี้ข้าพเจ้าก็นึกปรารถนาอยู่ว่า จะรับหน้าที่ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งพอสนองพระคุณสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าซึ่งได้มีมาแก่ตัวข้าพเจ้าตลอดจนเหล่าธิดาหาที่จะเปรียบปานได้โดยยาก ก็นึกขึ้นได้ว่า ถ้าลงแรงแต่งตำนานหนังสือสามก๊กพิมพ์เพิ่มเป็นภาคผนวกถวายบูชาพระศพเหมือนอย่างเคยแต่งเรื่องตำนานละครอิเหนาถวายเมื่อพระองค์ยังเสด็จดำรงพระชนม์อยู่ เห็นจะสมควรยิ่งกว่าอย่างอื่น อันนี้แลเป็นมูลเหตุให้ข้าพเจ้าแต่งตำนานหนังสือสามก๊กซึ่งพิมพ์ในสมุดเล่มนี้

ความสำคัญอีกข้อหนึ่งนั้น คือ การที่จะชำระต้นฉบับแลพิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุครั้งนี้ ด้วยหนังสือสามก๊กเป็นเรื่องใหญ่ถึงสี่เล่มสมุดพิมพ์ และจะต้องพิมพ์ให้แล้วภายในเวลามีกำหนด ตัวพนักงานการพิมพ์หนังสือซึ่งมีประจำอยู่ในราชบัณฑิตยสภาไม่พอการ ต้องหาบุคคลภายนอกช่วย เผอิญได้มหาเสวกโท พระยาพจนปรีชา (ม.ร.ว.สำเริง อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา) ซึ่งเป็นนักเรียนมีเกียรติมาแต่ก่อน มีแก่ใจรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ ด้วยเห็นว่า การพิมพ์หนังสือสามก๊กจะเป็นสาธารณประโยชน์อย่างสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอทรงพระดำริ ข้าพเจ้าจึงได้มอบการให้พระยาพจนปรีชาทำตั้งแต่ชำระตั้นฉบับตลอดจนตรวจฉบับพิมพ์ แลให้รองอำมาตย์ตรี ขุนวรรรรักษ์วิจิตร (เชย ชุมากร) เปรียญ รองบรรณารักษ์ในหอพระสมุดวชิราวุธ เป็นผู้ช่วยในการนั้น[1]

หนังสือซึ่งใช้เป็นต้นฉบับชำระใช้หนังสือสามก๊กฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรก ฉบับหนึ่ง หนังสือนี้ที่ในหอพระสมุดฯ มีไม่บริบูรณ์ ต้องเที่ยวสืบหาตามบรรดาท่านผู้ที่สะสมหนังสือทั้งฝ่ายในพระบรมมหาราชวังแลฝ่ายหน้า ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้แสดงความขอบคุณด้วย ไม่ว่าท่านผู้ใดเมื่อได้ทราบว่าต้องการฉบับเพื่อจะพิมพ์ในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าก็ยินดีให้ยืมตามประสงค์ทุกราย ที่ยอมยกหนังสือนั้นให้เป็นสิทธิ์แก่หอพระสมุดฯ ทีเดียวก็มี อาศัยเหตุนี้ จึงได้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของหมอบรัดเลมาครบครัน นอกจากนั้น ให้เอาหนังสือฉบับเขียนของเก่าสอบด้วย อีกฉบับหนึ่ง บรรดาฉบับเขียนที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ ฉบับของกรมหลวงวรเสรฐสุดาซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ประทานไว้ในหอพระสมุดฯ เป็นบริบูรณ์ดีกว่าเพื่อน ได้ใช้ฉบับนี้สอบกับฉบับพิมพ์ครั้งแรกของหมอบรัดเลเป็นสองฉบับด้วยกัน แลยังได้อาศัยฉบับพิมพ์ภาษาจีนด้วยอีกฉบับหนึ่ง สำหรับสอบในเมื่อมีความบางแห่งเป็นที่สงสัย หรือต้นฉบับภาษาไทยแย้งกันแต่ชี้ไม่ได้ว่าฉบับไหนถูก

เนื่องในการชำระต้นฉบับนั้น ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า สิ่งซึ่งควรจะเพิ่มเติมเจ้าในฉบับพิมพ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นด้วยไม่ต้องแก้หนังสือฉบับเดิมมีอยู่บางอย่าง เป็นต้นว่า ศักราชซึ่งอ้างถึงในฉบับเดิมบอกเป็นปีรัชกาลของพระเจ้าแผ่นดินตามประเพณีนับศักราชอย่างจีน ไทยเราเข้าใจได้ยาก จึงให้คำนวณเป็นพุทธศักราชพิมพ์แทรกลงไว้ให้เข้าใจง่ายขึ้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ในฉบับเดิมความบางแห่งกล่าวเข้าใจยาก ได้ให้ลงอธิบายหมายเลขพอให้เข้าใจความง่ายขึ้น อนึ่ง ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า หนังสือไทยเรื่องต่าง ๆ ซึ่งพิมพ์กันในปัจจุบันนี้ที่นับว่าดีมักมีรูปภาพ แลรูปภาพเรื่องสามก๊กจีนก็ชอบเขียนไว้พอจะหาแบบอย่างได้ไม่ยาก จึงได้เลือกรูปภาพในหนังสือสามก๊กจีนจำลองมาพิมพ์รูปภาพตัวบุคคลไว้ในสมุดตำนานนี้ แลพิมพ์รูปภาพแสดงเรื่องไว้ในหนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุให้เป็นฉบับมีรูปภาพผิดกับฉบับอื่นซึ่งเคยพิมพ์มาแต่ก่อนด้วย

การพิมพ์นั้นได้ตกลงให้โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรพิมพ์ เพราะฝีมือดีแลทำเร็ว ฝ่ายรองเสวกเอก พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตสิริ) ผู้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ เมื่อทราบว่า ข้าพเจ้าแต่งตำนานเป็นภาคผนวกจะพิมพ์อีกเรื่องหนึ่ง มาขอพิมพ์เป็นส่วนของตนถวายในงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าครั้งนี้ ส่วนการทำรูปภาพ นายพลตรี พระยาภักดีภูธร เจ้ากรมแผนที่ทหารบก รับทำแม่พิมพ์ตลอดจนรับพิมพ์แผนที่ประเทศจีนสมัยสามก๊กสำหรับหนังสือตำนานเล่มนี้ด้วย

นอกจากที่ได้พรรณนามา ยังมีท่านผู้อื่นได้ช่วยเมื่อแต่งหนังสือนี้ ขอแสดงความขอบคุณ คือ ท่านกุยชิโร ฮายาชี อัครราชทูตญี่ปุ่น ได้ช่วยสืบเรื่องแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาญี่ปุ่น พระวิทยประจง (จ่าง โชติจิตรกะ) ได้ช่วยเขียนอักษรไทยเทียมจีน แลรองอำมาตย์ตรี สมบุญ โชติจิตร นายเวรวิเศษราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้เขียนแลดีดพิมพ์หนังสือให้ข้าพเจ้าด้วย

ราชบัณฑิตยสภามั่นใจว่า ท่านทั้งหลายบรรดาที่ได้รับประทานหนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าตลอดจนผู้ซึ่งจะได้อ่านด้วยประการอย่างอื่นคงจะถวายอนุโมทนาในการที่สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้โปรดให้พิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งเนื่องในการกุศลบุญราศีทักษิณานุประทานซึ่งทรงบำเพ็ญสนองพระคุณสมเด็จพระชนนีครั้งนี้ทั่วกัน



Damrong Rachanuphap - Sign - 001.jpg

นายกราชบัณฑิตยสภา
วันที่ ๓๑ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๗๐




หน้า ๑๑–๑๒ (๗–๘) ขึ้นลงสารบัญ




ตำนานหนังสือสามก๊ก




๑. ว่าด้วยหนังสือสามก๊ก


หนังสือสามก๊กไม่ใช่เป็นพงศาวดารสามัญ จีนเรียกว่า "สามก๊กจี" แปลว่า จดหมายเหตุเรื่องสามก๊ก เป็นหนังสือซึ่งนักปราชญ์จีนคนหนึ่งเลือกเอาเรื่องในพงศาวดารตอนหนึ่งมาแต่งขึ้นโดยประสงค์จะให้เป็นตำราสำหรับศึกษาอุบายการเมืองแลการสงคราม แลแต่งดีอย่างยิ่ง จึงเป็นหนังสือเรื่องหนึ่งซึ่งนับถือทั่วไปในประเทศจีน แลตลอดไปจนถึงประเทศอื่น ๆ

ต้นตำนานของหนังสือสามก๊กนั้นทราบว่า เดิมเรื่องสามก๊กเป็นแต่นิทานสำหรับเล่ากันอยู่ก่อน เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. ๑๑๖๑–๑๔๔๙) เกิดมีการเล่นงิ้วขึ้นในเมืองจีน พวกงิ้วก็ชอบเอาเรื่องสามก๊กไปเล่นด้วยเรื่องหนึ่ง ต่อมา ถึงสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ. ๑๘๒๐–๑๙๑๐) การแต่งหนังสือจีนเฟื่องฟูขึ้น มีผู้ชอบเอาเรื่องพงศาวดารมาแต่งเป็นเรื่องหนังสืออ่าน แต่ก็ยังไม่ได้เอาเรื่องสามก๊กมาแต่งเป็นหนังสือ[2] จนถึงสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง (พ.ศ. ๑๘๑๑–๒๑๘๖) จึงมีนักปราชญ์จีนชาวเมืองฮั่งจิ๋วคนหนึ่งชื่อ ล่อกวนตง คิดแต่งหนังสือเรื่องสามก๊กขึ้นเป็นหนังสือหนึ่งร้อยยี่สิบตอน ต่อมา มีนักปราชญ์จีนอีกสองคน คนหนึ่งชื่อ เม่าจงกัง คิดจะพิมพ์หนังสือสามก๊กจึงแต่งคำอธิบายแลพังโพย[3] เพิ่มเข้า แล้วให้นักปราชญ์จีนอีกคนหนึ่งชื่อ กิมเสี่ยถ่าง อ่านตรวจ กิมเสี่ยถ่างเลื่อมใสในหนังสือสามก๊ก ช่วยแก้ไขคำพังโพยของเม่าจงกัง แล้วแต่งคำอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเองเป็นทำนองคำนำ[4] มอบให้เม่าจงกังไปแกะตัวพิมพ์ตีพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊กขึ้น หนังสือสามก๊กจึงได้มีฉบับพิมพ์แพร่หลายในประเทศจีน แล้วได้ฉบับต่อไปถึงประเทศอื่น ๆ




หน้า ๑๒–๓๓ (๘–๒๙) ขึ้นลงสารบัญ




๒. ว่าด้วยแปลหนังสือสามก๊ก


ได้ลองสืบสวนดูเมื่อจะแต่งตำนานนี้ ได้ความว่า หนังสือสามก๊กได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ ถึงสิบภาษา[5] คือ

๑.   แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๕

๒.   แปลเป็นภาษาเกาหลีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๒

๓.   แปลเป็นภาษาญวนพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒

๔.   แปลเป็นภาษาเขมร แปลเมื่อใดหาทราบไม่ ยังไม่ได้พิมพ์

๕.   แปลเป็นภาษาไทยเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๔๕

๖.   แปลเป็นภาษามลายูพิมพ์[6] เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕

๗.   แปลเป็นภาษาลาตินมีฉบับเขียนอยู่ในรอยัลอาเซียติคโซไซเอตี แต่จะแปลเมื่อใดไม่ปรากฏ

๘.   แปลเป็นภาษาสเปนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓

๙.   แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๘

๑๐.   แปลเป็นภาษาอังกฤษพิมพ์[7] เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙


ตำนานการแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาไทย มีคำบอกเล่าสืบกันมาว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสสั่งให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรื่อง คือ เรื่องไซ่ฮั่น เรื่องหนึ่ง กับเรื่องสามก๊ก เรื่องหนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระราชวังหลัง ทรงอำนวยการแปลเรื่องไซ่ฮั่น แลให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการแปลเรื่องสามก๊ก คำที่เล่ากันมาดังกล่าวนี้ไม่มีในจดหมายเหตุ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูเห็นมีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า เป็นความจริง ด้วยเมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเอาเป็นพระราชธุระขวนขวายสร้างหนังสือต่าง ๆ ขึ้นเพื่อประโยชน์สำหรับพระนคร หนังสือซึ่งเป็นต้นฉบับตำรับตำราในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ทั้งที่รวบรวมของเก่า ที่แต่งใหม่ แลที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๑ มีมาก แต่ว่าในสมัยนั้นเป็นหนังสือเขียนในสมุดไทยทั้งนั้น ฉบับหลวงมักมีบานแพนกแสดงว่าโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปีใด แต่หนังสือเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กสองเรื่องนี้ต้นฉบับที่ยังปรากฏอยู่มีแต่ฉบับเชลยศักดิ์ขาดบานแพนกข้างต้น จึงไม่มีลายลักษณ์อักษรเป็นสำคัญว่าแปลเมื่อใด ถึงกระนั้นก็ดี มีเค้าเงื่อนอันส่อให้เห็นชัดว่า หนังสือเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กแปลเมื่อในรัชกาลที่ ๑ ทั้งสองเรื่อง เป็นต้นว่า สังเกตเห็นได้ในเรื่องพระอภัยมณีที่สุนทรภู่แต่งซึ่งสมมุติให้พระอภัยมณีมีวิชาชำนาญในการเป่าปี่ ก็คือ เอามาแต่เตียวเหลียงในเรื่องไซ่ฮั่น ข้อนี้ยิ่งพิจารณาดูคำเพลงปี่ของเตียวเหลียงเทียบกับคำเพลงปี่ของพระอภัยมณีก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ถ่ายมาจากกันเป็นแท้ ด้วยเมื่อรัชกาลที่ ๑ สุนทรภู่เป็นข้าอยู่ในกรมพระราชวังหลัง คงได้ทราบเรื่องไซ่ฮั่นมาแต่เมื่อแปลที่วังหลัง ส่วนเรื่องสามก๊กนั้นเค้าเงื่อนก็มีอยู่เป็นสำคัญในบทละครนอกเรื่องคาวีซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทหนึ่งว่า

"เมื่อนั้น ไวยทัตหุนหันไม่ทันตรึก
อวดรู้อวดหลักฮักฮึก ข้าเคยพบรบศึกมาหลายยก
จะเข้าออกยอกย้อนผ่อนปรน เล่ห์กลเรานี้อย่าวิตก
ทั้งพิชัยสงครามสามก๊ก ได้เรียนไว้ในอกสารพัด
ยายกลับไปทูลพระเจ้าป้า ว่าเรารับอาสาไม่ข้องขัด
ค่ำวันนี้คอยกันเป็นวันนัด จะเข้าไปจับมัดเอาตัวมา"

พึงเห็นได้ในบทละครนี้ว่า ถึงรัชกาลที่ ๒ หนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาไทยได้อ่านกันจนนับถืออยู่แล้ว สมกับที่อ้างว่าแปลในรัชกาลที่ ๑ ใช่แต่เท่านั้น มีเค้าเงื่อนที่จะสันนิษฐานต่อไปอีกว่า ความนับถือเรื่องสามก๊กดังในพระราชนิพนธ์นั้นเป็นมูลเหตุให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องอื่น ๆ ในรัชกาลภายหลังต่อมา ข้อนี้มีจดหมายเหตุเป็นหลักฐานอยู่ในบานแพนกว่า ถึงรัชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้แปลเรื่องเลียดก๊กอีกเรื่องหนึ่ง แลปรากฏนามผู้รับสั่งให้เป็นพนักงานการแปลล้วนผู้มีศักดิ์สูงแลทรงความสามารถถึงสิบสองคน คือ กรมหมื่นนเรศร์โยธี ๑ เจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ ๑ เจ้าพระยายมราช ๑ พระยาโชดึกราชเศรษฐี ๑ พระท่องสือ ๑ จมื่นวัยวรนาถ ๑ นายจ่าเรศ ๑ นายเล่ห์อาวุธ ๑ หลวงลิขิตปรีชา ๑ หลวงวิเชียรปรีชา ๑ หลวงญาณปรีชา ๑ ขุนมหาสิทธิโวหาร ๑ พึงสันนิษฐานว่า เพราะทรงพระราชดำริเห็นว่า เป็นหนังสืออันสมควรแปลไว้เพื่อประโยชน์ราชการบ้านเมืองเช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้แปลเรื่องไซ่ฮั่นแลสามก๊ก ยังมีหนังสือเรื่องห้องสินกับเรื่องตั้งฮั่นอีกสองเรื่อง ฉบับพิมพ์ที่ปรากฏอยู่ไม่มีบานแพนกบอกว่าแปลเมื่อใด แต่สำนวนแต่งเห็นเป็นสำนวนเก่า อาจแปลเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ก็เป็นได้ ด้วยเรื่องห้องสินอยู่ข้างหน้าต่อเรื่องเลียดก๊ก และเรื่องตั้งฮั่นอยู่ในระหว่างเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊ก แต่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่ปรากฏว่า ได้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเมื่อในรัชกาลที่ ๓ น่าจะเป็นด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ในรัชกาลแต่ก่อนมาได้สร้างหนังสือเพื่อประโยชน์ในทางคดีโลกมากแล้ว หนังสือคดีธรรมยักบกพร่องอยู่ เปลี่ยนไปทรงอุดหนุนการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทย จึงมีหนังสือเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแปลจากภาษาบาลีเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เป็นอันมาก แต่อย่างไรก็ดี บรรดาหนังสือเรื่องพงศาวดารจีนที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ นอกจากสี่เรื่องที่ได้ออกชื่อมาแล้ว เป็นหนังสือแปลตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ มาทั้งนั้น ได้ลองสำรวจเมื่อแต่งตำนานนี้มีจำนวนหนังสือพงศาวดารจีนที่ได้แปลแลพิมพ์เป็นภาษาไทยถึงสามสิบสี่เรื่อง คือ


แปลในรัชกาลที่ ๑

๑.   เรื่องไซ่ฮั่น แปลเมื่อก่อน[8] พ.ศ. ๒๓๔๙ เป็นหนังสือสามสิบเจ็ดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ เป็นสมุดสองเล่ม

๒.   เรื่องสามก๊ก แปลเมื่อก่อน[8] พ.ศ. ๒๓๔๘ เป็นหนังสือเก้าสิบห้าเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ เป็นสมุดสี่เล่ม


แปลในรัชกาลที่ ๒

๓.   เรื่องเลียดก๊ก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้แปลเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ เป็นหนังสือหนึ่งร้อยห้าสิบสามเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นสมุดห้าเล่ม

๔.   เรื่องห้องสิน สันนิษฐานว่า แปลเมื่อรัชกาลที่ ๒ เป็นหนังสือสี่สิบสามเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ เป็นสมุดสองเล่ม

๕.   เรื่องตั้งฮั่น สันนิษฐานว่า แปลในรัชกาลที่ ๒ เป็นหนังสือสามสิบเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม


แปลในรัชกาลที่ ๔

๖.   เรื่องไซ่จิ้น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้หลวงพิชัยวารีแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ เป็นหนังสือสามสิบห้าเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นสมุดสองเล่ม

๗.   เรื่องตั้งจิ้น สันนิษฐานว่า จะแปลเนื่องกันกับเรื่องไซ่จิ้น เป็นหนังสือสามสิบแปดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ เป็นสมุดสองเล่ม

๘.   เรื่องน่ำซ้อง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเป็นหนังสือห้าสิบสี่สมุดไทย โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ เป็นสมุดสองเล่ม

๙.   เรื่องซุยถัง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ให้จีนบั้นกิมกับจีนเพงแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ กล่าวกันว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี) วัดประยุรวงศาวาส เป็นผู้แต่งภาษาไทย เป็นหนังสือหกสิบเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอสมิธพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ เป็นสมุดสามเล่ม

๑๐.   เรื่องน่ำปักซ้อง หลวงพิศาลศุภผลให้จีนบั้นกิมแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ เป็นหนังสือยี่สิบสามเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๑๑.   เรื่องหงอโต้ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ เป็นหนังสือยี่สิบเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๑๒.   เรื่องบ้วนฮ่วยเหลา สันนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปล (คราวเดียวกับเรื่องโหงวโฮ้วเพงหนำ) เป็นหนังสือสิบสามเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๑๓.   เรื่องโหงวโฮ้วเพงไซ สันนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปล (คราวเดียวกับเรื่องโหงวโฮ้วเพงหนำ) เป็นหนังสือสิบสี่เล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๑๔.   เรื่องโหงวโฮ้วเพงหนำ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้จีนโตแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นหนังสือหกเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๑๕.   เรื่องซวยงัก สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้จีนโตกับจีนแสอินบั้นอั๋นแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ เป็นหนังสือสามสิบแปดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ เป็นสมุดสามเล่ม

๑๖.   เรื่องซ้องกั๋ง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ เป็นหนังสือแปดสิบสองเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ เป็นสมุดห้าเล่ม

๑๗.   เรื่องเม่งเฉียว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปล (เมื่อปีใดไม่ปรากฏ) เป็นหนังสือสิบเจ็ดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หลวงพิมพ์ครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ เป็นสมุดสองเล่ม


แปลในรัชกาลที่ ๕

๑๘.   เรื่องไคเภ็ก เจ้าพระยาภานุวงศฯ ให้หลวงพิพิธภัณฑวิจารณ์[9] แปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ เป็นหนังสือสิบแปดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๑๙.   เรื่องส้วยถัง ใครแปลหาทราบไม่ เป็นหนังสือยี่สิบสามเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์ศิริเจริญพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๒๐.   เรื่องเสาปัก สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นหนังสือสิบแปดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นสมุดสามเล่ม

๒๑.   เรื่องซิยินกุ้ยเจงตัง สินนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปล (ในคราวเดียวกับเรื่อง ซิเตงซันเจงไซ) เป็นหนังสือสิบสองเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๒๒.   เรื่องซิเตงซันเจงไซ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้จีนโตแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ เป็นหนังสือสิบสี่เล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นสมุดสองเล่ม

๒๓.   เรื่องเองเลียดต้วน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นหนังสือยี่สิบเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๒๔.   เรื่องอิวกังหนำ สันนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปล เป็นหนังสือสิบสี่เล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๒๕.   เรื่องไต้อั้งเผ่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้หลวงพิชัยวารีแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ เป็นหนังสือยี่สิบเจ็ดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ เป็นสมุดสองเล่ม

๒๖.   เรื่องเซียวอั้งเผ่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้หลวงพิชัยวารีแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นหนังสือสิบสามเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์อุดมกิจเจริญพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๒๗.   เรื่องเนียหนำอิดซือ สันนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้แปลเป็นหนังสือยี่สิบหกเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ เป็นสมุดสองเล่ม

๒๘.   เรื่องเม่งมวดเชงฌ้อ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้หลวงพิชัยวารีแปลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นหนังสือสิบเจ็ดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์หมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๒๙.   เรื่องไซอิ๋ว พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะสิริ) ให้นายตีนแปล แลนายเทียนวรรณาโภเรียบเรียง เป็นหนังสือหกสิบห้าเล่มสมุดไทย

๓๐.   เรื่องเปาเล่งถูกงอั้น นายหยองอยู่ในกรมทหารปืนใหญ่แปล นายเทียนวรรณาโภเรียบเรียง เป็นหนังสือสิบแปดเล่มสมุดไทย โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ เป็นสมุดสองเล่ม


แปลในรัชกาลที่ ๖

๓๑.   เรื่องเชงเฉียว พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะสิริ) ให้ขุนจีนภาคบริวัตร (โซวคึนจือ) แปล พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ (ม.ร.ว.ประยูร อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา) เรียบเรียง (ประมาณขนาดสิบสองเล่มสมุดไทย) โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากรพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๓๒.   เรื่องง่วนเฉียว นายซุ่มเทียม ตันเวชกุล แปล (ประมาณขนาดสี่สิบหกเล่มสมุดไทย) โรงพิมพ์เดลิเมล์พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นสมุดสองเล่ม

๓๓.   เรื่องบูเช็กเทียน คณะหนังสือพิมพ์สยามแปล (ประมาณขนาดสิบแปดเล่มสมุดไทย) แลพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ เป็นสมุดหนึ่งเล่ม

๓๔.   เรื่องโหงวโฮ้วเพ็งปัก แปลพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ (ประมาณขนาดสิบแปดเล่มสมุดไทย) แลคณะหนังสือพิมพ์ศรีกรุงรวมพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ เป็นสมุดสองเล่ม[10]


หนังสือเรื่องต่าง ๆ ที่แปลจากพงศาวดารจีนดังพรรณนามา ถ้าลำดับเทียบกับสมัยในพงศาวดารตีนตรงกันดังแสดงต่อไปนี้


ศักราชพงศาวดารจีน ชื่อเรื่องหนังสือ
(๑) พระเจ้าอึ่งตี่ฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่หนึ่งร้อยปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล ๒๑๕๔ ปี เรื่องไคเภ็ก
(๒) พระเจ้ากิมเต๊กอ๋องฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่แปดสิบสี่ปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล ๒๐๕๔ ปี   "
(๓) พระเจ้าจวนยกตี่ฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่เจ็ดสิบสี่ปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล   "
(๔) พระเจ้าตี่คอกฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่เจ็ดสิบปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล ๑๘๙๒ ปี   "
(๕) พระเจ้าจี่เต้ฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่เก้าปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล ๑๘๒๒ ปี   "
(๖) พระเจ้าเงี้ยวเต้ฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่หนึ่งร้อยปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล ๑๘๑๔ ปี   "
(๗) พระเจ้าสุ้นเต้ฮ่องเต้ครองราชสมบัติอยู่สี่สิบแปดปี แต่เมื่อก่อนพุทธกาล ๑๗๑๒ ปี   "
๑. ราชวงศ์แฮ่
  • พระเจ้าอู๋เต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าเกียด รวมสิบเจ็ดพระองค์
  • จำนวนรัชกาลสี่ร้อยยี่สิบสามปี ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ๑๖๖๒ ถึง ๑๒๔๐ ปี
  "
๒. ราชวงศ์เซียง
  • พระเจ้าเซียงทางปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าติวอ๋อง รวมยี่สิบแปดองค์
  • จำนวนรัชกาลหกร้อยห้าสิบปี ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ๑๒๔๐ ถึง ๕๙๐ ปี
  • เรื่องไคเภ็กตอนปลาย
  • เรื่องห้องสินตอนต้น
๓. ราชวงศ์จิว
  • พระเจ้าจิวบูอ๋องปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าจิวหมั้นอ๋อง รวมสามสิบสี่องค์
  • จำนวนรัชกาลแปดร้อยแปดสิบแปดปี ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ๕๙๑ ปีถึง พ.ศ. ๒๙๗
  • เรื่องห้องสิน
  • เรื่องเลียดก๊ก
๔. ราชวงศ์จิ๋น
  • พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าซาซีฮ่องเต้ รวมสององค์
  • จำนวนรัชกาลสี่สิบปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๙๘ ถึง ๓๓๗
เรื่องไซ่ฮั้นตอนต้น
๕. (๑) ราชวงศ์ฮั่น
  • พระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าจูเอ๋ง รวมสิบสามองค์
  • จำนวนรัชกาลสองร้อยสิบห้าปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๓๓๗ ถึง ๕๕๑
เรื่องไซ่ฮั่นตอนปลาย
แทรก
  • อองมังครองราชสมบัติสิบห้าปี
  • ตั้งแต่ พ.ศ. ๕๕๒ ถึง ๕๖๖
เรื่องตั้งฮั่นตอนต้น
  • วายเอียงอ๋องครองราชสมบัติสองปี
  • ตั้งแต่ พ.ศ. ๕๖๖ ถึง ๕๖๗
เรื่องตั้งฮั่นตอนต้น
๕. (๒) ราชวงศ์ฮั่น
  • พระเจ้ากองบู๊สืบราชวงศ์ฮั่นถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ รวมสิบสององค์
  • จำนวนรัชกาลหนึ่งร้อยเก้าสิบหกปี ตั้งแต่พ.ศ. ๕๖๘ ถึง ๗๖๓
  • เรื่องตั้งฮั่นตอนปลาย
  • เรื่องสามก๊กตอนต้น
๖. ราชวงศ์วุย
  • พระเจ้าโจผีปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าโจฮวน รวมห้าพระองค์
  • จำนวนรัชกาลสี่สิบห้าปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๗๖๓ ถึง ๘๐๗
เรื่องสามก๊กตอนกลาง
๗. ราชวงศ์จิ้น
  • พระเจ้าสุมาเอี๋ยนปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้ากรองเต้ รวมสิบห้าองค์
  • จำนวนรัชกาลหนึ่งร้อยห้าสิบห้าปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๘๐๘ ถึง ๙๖๒
  • เรื่องสามก๊กตอนปลาย
  • เรื่องไซ่จิ้น
  • เรื่องตั้งจิ้น
  • เรื่องน่ำซ้อง
เอกราชภาคเหนือแลเอกราชภาคใต้
๘. ราชวงศ์ซอง
  • พระเจ้าซองเกาโจ๊ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าสุนเต้ รวมเจ็ดองค์
  • จำนวนรัชกาลห้าสิบเก้าปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๙๖๓ ถึง ๑๐๒๑
เรื่องน่ำซ้อง
๙. ราชวงศ์ชี
  • พระเจ้าชีเกาเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าฮัวเต้ รวมห้าองค์
  • จำนวนรัชกาลยี่สิบสามปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๐๒๒ ถึง ๑๐๔๔
เรื่องน่ำซ้อง
๑๐. ราชวงศ์เหลียง
  • พระเจ้าเหลียงบูเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าเกงเต้ รวมสี่องค์
  • จำนวนรัชกาลห้าสิบหกปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๐๔๕ ถึง ๑๑๐๐
เรื่องน่ำซ้อง
๑๑. ราชวงศ์ตั้น
  • พระเจ้าตั้นบูเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าเอ๋าจู๊ รวมห้าองค์
  • จำนวนรัชกาลสามสิบสามปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๑๐๐ ถึง ๑๑๓๒
เรื่องน่ำซ้อง
๑๒. ราชวงศ์ซุย
  • พระเจ้าอ๋องบุนเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าเกงเต้ รวมสามองค์
  • จำนวนรัชกาลสามสิบปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๑๓๒ ถึง ๑๑๖๑
  • เรื่องส้วยถัง
  • เรื่องซุยถัง
๑๓. ราชวงศ์ถัง
  • พระเจ้าถังตี้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าถังเจียวจง รวมยี่สิบองค์
  • จำนวนรัชกาลสองร้อยเก้าสิบปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๑๖๑ ถึง ๑๔๕๐
  • เรื่องซุยถังตอนปลาย
  • เรื่องเสาปัก
  • เรื่องซิยินกุ้ย
  • เรื่องซิเตงซัน
  • เรื่องไซอิ๋ว
  • เรื่องบูเช็กเทียน
๑๔. ราชวงศ์เหลียง
  • พระเจ้าเหลียงไทโจ๊ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้ามะเต้ รวมสององค์
  • จำนวนรัชกาลสิบเจ็ดปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๕๐ ถึง ๑๔๖๖
เรื่องหงอโต้ว
๑๕. ราชวงศ์ถัง
  • พระเจ้าจังจองฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าฮุยเต้ รวมสี่องค์
  • จำนวนรัชกาลสิบสามปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๖๖ ถึง ๑๔๗๘
เรื่องหงอโต้ว
๑๖. ราชวงศ์จิ้น
  • พระเจ้าเกาโจ๊ฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าชุดเต้ รวมสององค์
  • จำนวนรัชกาลสิบสองปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๗๙ ถึง ๑๔๙๐
เรื่องหงอโต้ว
๑๗. ราชวงศ์ฮั่น
  • พระเจ้าเคียนอิ้วปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าอึนเต้ รวมสององค์
  • จำนวนรัชกาลห้าปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๙๐ ถึง ๑๔๙๔
เรื่องหงอโต้ว
๑๘. ราชวงศ์จิว
  • พระเจ้าไทโจ๊วเกาเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าตรองเต้ รวมสามองค์
  • จำนวนรัชกาลสิบปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๙๔ ถึง ๑๕๐๓
เรื่องหงอโต้ว
๑๙. ราชวงศ์ซ้อง
  • พระเจ้าไทโจ๊วฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าซองกงจงฮ่องเต้ รวมสิบหกองค์
  • จำนวนรัชกาลสามร้อยสิบเจ็ดปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๕๐๓ ถึง ๑๘๑๙
  • เรื่องน่ำปักซ้อง
  • เรื่องบ้วนฮ่วยเหลา
  • เรื่องโหงวโฮ้วเพงไซ เพงหนำ เพงปัก
  • เรื่องซวยงัก
  • เรื่องซ้องกั๋ง
  • เรื่องเปาเล่งถูกงอั้น
๒๐. ราชวงศ์หงวน
  • พระเจ้าง่วนสีโจ๊ฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าง่วนซุนเต้ รวมแปดองค์
  • จำนวนรัชกาลเก้าสิบสองปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๒๐ ถึง ๑๙๑๑
เรื่องง่วนเฉียว
๒๑. ราชวงศ์เหม็ง
  • พระเจ้าฮ่องบู๊ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าชงเจง รวมสิบหกองค์
  • จำนวนรัชกาลสองร้อยเจ็ดสิบหกปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๑๑ ถึง ๒๑๘๖
  • เรื่องเม่งเฉียว
  • เรื่องเองเต๊กอิ้วกังหนำ
  • เรื่องไต้อั้งเผ่า
  • เรื่องเซียวอั้งเผ่า
  • เรื่องเนียหนำอิดซือ
๒๒. ราชวงศ์เช็ง
  • พระเจ้าไทโจเกาฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ถึงพระเจ้าซุงทุง รวมสิบองค์
  • จำนวนรัชกาลสามร้อยสิบเจ็ดปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๘๗ ถึง ๒๔๕๔
  • เรื่องง่วนเฉียว
  • เรื่องเม่งมวดเชงฌ้อ
  • เรื่องเชงเฉียว


เรื่องพงศาวดารจีนที่ได้แปลเป็นภาษาไทยนั้น ไม่ใช่แต่แปลเป็นหนังสืออ่านอย่างเดียว บางเรื่องถึงมีผู้เอาไปแต่งเป็นกลอนแลบทละคร ได้ลองสำรวจดูที่มีฉบับอยู่ในหอพระสมุดสำหรับพระนครขณะเมื่อแต่งตำนานนี้ มีทั้งที่พิมพ์แล้วแลยังไม่ได้พิมพ์หลายเรื่องหลายตอน คือ


บทละครรำ
(สำหรับเล่นละครนอกอย่างเก่า)

๑.   เรื่องห้องสิน ตอนพระเจ้าติวอ๋องไปไหว้เทพารักษ์ที่เขาอิสานจนถึงพระเจ้าบู๊อ๋องตีได้เมืองอิวโก๋ หลวงพัฒนพงศภักดี (ทิม สุขยางค์) แต่งให้เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงเล่นละคร เป็นหนังสือสี่เล่มสมุดไทย ยังไม่ได้พิมพ์

๒.   เรื่องไต้ฮั่น ตอนพระเจ้าบูฮ่องเต้ให้นางเต๊กเอี๋ยงกงจู๊เลือกคู่จนถึงเตียวเห่าไปล่าเนื้อในป่า หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือสองเล่มสมุดไทย ยังไม่ได้พิมพ์

๓.   เรื่องสามก๊ก

๓.   (ก)   ตอนพระเจ้าเลนเต้ประพาสสวนจนถึงตั๋งโต๊ะเข้าไปขู่พระเจ้าเหี้ยเต้ หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือสิบหกเล่มสมุดไทย ยังไม่ได้พิมพ์

๓.   (ข)   ตอนอ้องอุ้นกำจัดตั๋งโต๊ะ หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือสองเล่มสมุดไทย ยังไม่ได้พิมพ์

๓.   (ค)   ตอนจิวยี่คิดอุบายจะเอาเมืองเกงจิ๋ว หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือสองเล่มสมุดไทย ยังไม่ได้พิมพ์

๓.   (ฆ)   ตอนจิวยี่คิดอุบายจะเอาเมืองเกงจิ๋ว หมิ่นเสนานุชิต (เจต) แต่งลงพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖

๓.   (ง)   ตอนจิวยี่รากเลือก หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือเล่มสมุดไทยหนึ่ง ยังไม่ได้พิมพ์

๓.   (จ)   ตอนนางซุนฮูหยินหนีกลับไปเมืองกังตั๋ง หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือเล่มสมุดไทยหนึ่ง ยังไม่ได้พิมพ์

๔.   เรื่องซุยถัง ตอนเซงจือเกณฑ์ทัพจนถึงนางยั่งอั่นกงจู๊จับนางปักลันกับทิก๊กเอี๋ยนได้ หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือเล่มสมุดไทยหนึ่ง ยังไม่ได้พิมพ์

๕.   เรื่องหงอโต้ ตอนฮองเฉาสามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากวางเผ็ง หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือเล่มสมุดไทยหนึ่ง ยังไม่ได้พิมพ์

๖.   เรื่องบ้วนฮวยเหลา ตอนพวกฮวนตีด่านเมืองหลวงจนถึงนายโปยเหลงจะทำร้ายเพ็งไซอ๋อง หลวงพัฒนพงศฯ แต่งให้เจ้าพระยามหินทรฯ เล่นละคร เป็นหนังสือหกเล่มสมุดไทย ยังไม่ได้พิมพ์

๗.   เรื่องซวยงัก ตอนกิมงึดตุดตีเมืองลูอันจิ๋ว กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทรงพระนิพนธ์ (สันนิษฐานว่า เพื่อให้เจ้าคุณจอมมารดาเอมเล่นละคร) พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒


บทละครร้อง
(เล่นบนเวทีอย่างละครปราโมทัย)

๑.   เรื่องสามก๊ก

๑.   (ก)   ตอนนางเตียวเสี้ยนลวงตั๋งโต๊ะ ผู้แต่งใช้นามปากกาว่า "นายบุญสะอาด" พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘

๑.   (ข)   ตอนตั๋งโต๊ะหลงนางเตียวเสี้ยน ผู้แต่งใช้นามปากกาว่า "เหม็งกุ้ยปุ้น" พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘

๑.   (ค)   ตอนเล่าปี่แต่งงานจนจิวยี่รากเลือด ผู้แต่งใช้นามปากกว่า "ทิดโข่ง" พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑


กลอนสุภาพ
(แต่งตามแบบสุนทรภู่)

๑.   เรื่องห้องสิน ขุนเสนานุชิต (เจต) แต่งค้างอยู่ เป็นหนังสือสามเล่มสมุดไทย

๒.   เรื่องสามก๊ก ตอนนางเตียวเสิ้ยนลวงตั๋งโต๊ะ หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) แต่ง พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙




หน้า ๓๓–๓๗ (๒๙–๓๓) ขึ้นลงสารบัญ




๓. ว่าด้วยสำนวนแปลหนังสือสามก๊ก


ลักษณะการแปลหนังสือจีนเป็นภาษาไทยแต่โบราณ (หรือแม้จนชั้นหลังมา) อยู่ข้างลำบาก ด้วยผู้รู้หนังสือจีนไม่มีใครชำนาญภาษาไทย ผู้ชำนาญภาษาไทยก็ไม่มีใครรู้หนังสือจีน การแปลจึงต้องมีพนักงานเป็นสองฝ่ายช่วยกันทำ ฝ่ายผู้ชำนาญหนังสือจีนแปลความออกให้เสมียนจดลง แล้วผู้ชำนาญภาษาไทยเอาความนั้นเรียบเรียงแต่งเป็นภาษาไทยให้ถ้อยคำแลสำนวนความเรียบร้อยอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงต้องมีผู้ซึ่งทรงความสามารถ เช่น กรมพระราชวังหลัง แลเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นต้น จนเมื่อชั้นหลัง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้อำนวยการแปล ท่านผู้อำนวยการบางทีจะไม่ได้เป็นผู้แต่งภาษาไทยเองทุกเรื่อง แต่เห็นจะต้องสันนิษฐานทักท้วงแก้ไขทั้งข้อความแลถ้อยคำที่แปลมากอยู่ ข้อนี้พึงสังเกตได้ในบรรดาหนังสือเรื่องพงศาวดารจีนที่แปลนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงอำนวยการแปล สำนวนมักดีกว่าเรื่องที่บุคคลสามัญแปล แต่สำนวนแปลคงจะไม่สู้ตรงกับสำนวนที่แต่งไว้ในภาษาจีนแต่เดิม เพราะผู้แปลมิได้รู้สันทัดทั้งภาษาจีนแลภาษาไทยรวมอยู่ในคนเดียวเหมือนเช่นแปลหนังสือฝรั่งกันทุกวันนี้

ในบรรดาหนังสือเรื่องพงศาวดารจีนที่ได้แปลเป็นภาษาไทยนับถือกันว่า สำนวนหนังสือสามก๊กดีกว่าเรื่องอื่น ด้วยใช้ถ้อยคำแลเรียงความเรียบร้อยสม่ำเสมออ่านเข้าใจง่าย ถึงมีผู้ชอบยกเอาประโยคในหนังสือสามก๊กไปพูดเล่นเป็นภาษิต ในเมื่อจะกล่าวถึงสำนวนหนังสือเรื่องอื่นซึ่งไม่ยักเยื้องมักกล่าวว่าเป็นสำนวนอย่าง "สามเพลงตกม้าตาย" หรือ "ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ" ดังนั้น แต่มิใช่ติเตียนสำนวนหนังสือสามก๊ก ยอมว่าเป็นสำนวนดีด้วยกันทั้งนั้น จึงได้ใช้หนังสือสามก๊กเป็นแบบสำหรับหัดเรียงความในโรงเรียน แต่เมื่อข้าพเจ้าอ่านหนังสือสามก๊กคราวหลัง มาสังเกตเห็นขึ้นใหม่อย่างหนึ่งซึ่งมิได้เคยรู้มาแต่ก่อนว่า หนังสือสามก๊กนั้นสำนวนที่แต่งคำแปลเป็นสองสำนวน สำนวนหนึ่งแต่งตั้งแต่ต้นไปจนในสมุดพิมพ์เล่มที่ ๓ ตามฉบับเดิมหรือเปลี่ยนเป็นตอนที่ ๕๕ ในฉบับพิมพ์ใหม่นี้ แต่นั้นไปจนหมดเรื่องเป็นอีกสำนวนหนึ่งต่างหาก แต่งก็ไม่เลว แต่ไม่ดีเหมือนสำนวนที่แต่งตอนต้น[11] ซึ่งหนังสือสามก๊กเป็นสองสำนวนดังกล่าวนี้น่าสันนิษฐานว่า จะเป็นเพราะเจ้าพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการแปลอยู่ไม่ทันตลอดเรื่อง ถึงอสัญกรรมเสีย (เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗) มีผู้อื่นอำนวยการแปลต่อมา สำนวนจึงผิดกันไป

อนึ่ง การแปลภาษาจีนเป็นภาษาไทยผิดกับแปลภาษาอื่นอีกอย่างหนึ่ง ด้วยจีนต่างเหล่าอ่านหนังสือจีนสำเนียงผิดกัน เช่น หนังสือเรื่องสามก๊กนี้ จีนต่างเหล่าต่างเรียกชื่อเมืองแลชื่อบุคคลผิดกัน ดังจะแสดงพอให้เห็นเป็นตัวอย่างต่อไปนี้

  ราชอาณาเขตของพระเจ้าโจผี คำหลวง (คือ จีนเมืองหลวงเดิม[12]) เรียกว่า ไวโกวะ จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า วุยก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียกว่า งุ่ยก๊ก จีนกวางตุ้งเรียกว่า ง่ายโกะ จีนไหหลำเรียกว่า หงุ่ยก๊ก

  ราชอาณาเขตของพระเจ้าเล่าปี่ คำหลวงเรียกว่า จ๊กโกวะ จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า จ๊กก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียกว่า จ๊กก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียกว่า จ๊วกก๊ก จีนกวางตุ้งเรียกว่า ซกโกะ จีนไหหลำเรียกว่า ต๊กก๊ก

  ราชอาณาเขตของพระเจ้าซุนกวน คำหลวงเรียกว่า อู๋โกวะ จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ง่อก๊ก จีนแต้จิ๋วเรียกว่า โหง๊วก๊ก จีนกวางตุ้งเรียกว่า อื้อโกะ จีนไหหลำเรียกว่า โง่วก๊ก

  เล่าปี่ คำหลวงเรียก ลิ่วปี๋ จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า เล่าปี่ จีนแต้จิ๋วเรียกว่า เล่าปี๋ จีนกวางตุ้งเรียกว่า เหล่าปี๋ จีนไหหลำเรียกว่า ลิ่วปี่

  โจโฉ คำหลวงเรียก เฉาเช่า จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า โจโฉ จีนแต้จิ๋วเรียกว่า เช่าเฉา จีนกวางตุ้งเรียกว่า โช่วเชา จีนไหหลำเรียกว่า เซาเซ่า

  ซุนกวน คำหลวงเรียกว่า ซุนขยง จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ซุ่นกวน จีนแต้จิ๋วเรียกว่า ซึงขวน จีนกวางตุ้งเรียกว่า ซุนคิ่น จีนไหหลำเรียกว่า ตุนเขียน

  ขงเบ้ง คำหลวงเรียกว่า ข้งหมิ่ง จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ขงเบ้ง จีนแต้จิ๋วเรียกว่า ขงเหมง จีนกวางตุ้งเรียกว่า หงเม่ง จีนไหหลำเรียกว่า ขงเหม่ง

  สุมาอี้ คำหลวงเรียกว่า ซือม้าอี๋ จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า สุมาอี้ จีนแต้จิ๋วเรียกว่า ซือเบอี๋ จีนกวางตุ้งเรียกว่า สือหมาอี้ จีนไหหลำเรียกว่า ซีมาอี๋

  จิวยี่ คำหลวงเรียกว่า เจียวหยี จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า จิวยี่ จีนแต้จิ๋วเรียกว่า จิวหยู จีนกวางตุ้งเรียกว่า จาวหยี จีนไหหลำเรียกว่า จิวยี่

  กวนอู คำหลวงเรียกว่า กวานอี้ จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า กวนอู จีนแต้จิ๋วเรียกว่า กวนอู๊ จีนกวางตุ้งเรียกว่า กวานยี่ จีนไหหลำเรียกว่า กวนยี่

  เตียวหุย คำหลวงเรียกว่า เจียงฟุย จีนฮกเกี้ยนเรียกว่า เตียวหุย จีนแต้จิ๋วเรียกว่า เตียฮุย จีนกวางตุ้งเรียกว่า จง/จางฟุย จีนไหหลำเรียกว่า เจียงฮุย ดังนี้

หนังสือเรื่องจีนที่แปลเป็นภาษาไทย บางเรื่องเรียกชื่อตามสำเนียงฮกเกี้ยน บางเรื่องเรียกตามสำเนียงแต้จิ๋ว เพราะจีนในประเทศสยามนี้มีจีนเหล่าฮกเกี้ยนกับเหล่าแต้จิ๋วมากกว่าเหล่าอื่น ผู้แปลเป็นจีนเหล่าไหนอ่านหนังสือสำเนียงเป็นอย่างใด ไทยเราก็จดลงอย่างนั้น หนังสือสามก๊กที่แปลเป็นไทยเรียกชื่อต่าง ๆ ตามสำเนียงฮกเกี้ยน เมื่อเทียบกับหนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาอื่น ชื่อที่เรียกจึงผิดเพี้ยนกัน เพราะเขาเรียกตามสำเนียงจีนเหล่าอื่น มักทำให้เกิดฉงนด้วยเหตุนี้




หน้า ๓๗–๔๑ (๓๓–๓๗) ขึ้นลงสารบัญ




๔. ว่าด้วยพิมพ์หนังสือสามก๊กภาษาไทย


หนังสือไทยแม้พิมพ์ได้ตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ ก็ดี มาใช้การพิมพ์แพร่หลายต่อเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ก็ในสมัยเมื่อก่อนพิมพ์หนังสือไทยได้นั้น หนังสือที่แปลจากเรื่องพงศาวดารจีนมีแต่ห้าเรื่อง คือ เรื่องห้องสิน เรื่องเลียดก๊ก เรื่องไซ่ฮั่น เรื่องตั้งฮั่น กับเรื่องสามก๊ก แต่คนเราทั้งหลายชอบเรื่องสามก๊กยิ่งกว่าเรื่องอื่น ผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งสะสมหนังสือก็มักคัดลอกเรื่องสามก๊กไว้ในห้องสมุดของตน ด้วยเหตุนี้ หนังสือเรื่องสามก๊กจึงมีฉบับมากกว่าเพื่อน[13] ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ หมอบรัดเล มิชชันนารีอเมริกัน ย้ายโรงพิมพ์มาตั้งที่ปากคลองบางกอกใหญ่ เริ่มพิมพ์หนังสือไทยเรื่องต่าง ๆ ขาย ได้ต้นฉบับหนังสือเรื่องสามก๊กของผู้อื่นมาสองฉบับแล้วไปยืนต้นฉบับของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหพระกลาโหมมาสอบกันเป็นสามฉบับ พิมพ์หนังสือสามก๊กขึ้นเป็นสมุดพิมพ์สี่เล่มตลอดเรื่องสำเร็จเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ ขายราคาฉบับละยี่สิบบาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับซื้อช่วยหมอบรัดเลเห็นจะราวสักห้าสิบฉบับ พระราชทานพระราชโอรสธิดาพระองค์ละฉบับทั่วกัน[14] เหลือนั้นก็เห็นจะพระราชทานผู้อื่นต่อไป การที่หมอบรัดเลพิมพ์หนังสือสามก๊กขึ้นครั้งแรกนั้น เมื่อมาพิจารณาดูเห็นควรนับว่าเป็นการสำคัญในทางพงศาวดารอย่างหนัง ด้วยเรื่องสามก๊กเป็นเรื่องที่ไทยชอบอยู่แล้ว บุคคลชั้นสูงได้เคยอ่านหนังสือก็มี แลบุคคลชั้นต่ำได้เคยดูงิ้วเล่นก็มาก ครั้นเกิดมีหนังสือสามก๊กฉบับพิมพ์อันจะพึงซื้อหาหรือหยิบยืมกันอ่านได้ง่าย ก็ทำให้มีผู้ชอบอ่านหนังสือมากขึ้น เลยเป็นปัจจัยต่อออกไปถึงให้มีผู้พิมพ์หนังสือขายมากขึ้น แลให้ผู้มีศักดิ์ เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นต้น เอาเป็นธุระสร้างหนังสือสำหรับให้พิมพ์มากขึ้น ที่ชอบแปลแต่เรื่องจีนเป็นพื้นนั้นก็ไม่ประหลาดอันใด ด้วยในสมัยนั้นผู้รู้ภาษาฝรั่งยังมีน้อยนัก ถึงเรื่องจีนก็ทำให้เกิดปัญญาความรู้เจริญแพร่หลายยิ่งกว่าแต่ก่อน จึงควรยกย่องหนังสือสามก๊กว่าได้ทำให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลการศึกษาในประเทศนี้ด้วยอีกสถานหนึ่ง

หนังสือไทยที่ตีพิมพ์จับแพร่หลายเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๔ พอถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดบำรุงการศึกษา ทรงอุดหนุนซ้ำ การพิมพ์หนังสือไทยก็ยิ่งเจริญขึ้นโดยรวดเร็ว ก็ในสมัยเมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่ ๕ นั้นมีโรงพิมพ์นับว่าเป็นโรงใหญ่อยู่สามโรง คือ โรงพิมพ์หลวง ตั้งอยู่ที่ในพระบรมมหาราชวัง (ตรงบริเวณสวนศิวาลัยบัดนี้) กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ เมื่อยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นอักษรศาสนโสภณ ได้ทรงบัญชาการ โรงหนึ่ง โรงพิมพ์ของหมอบรัดเล มิชชันนารีอเมริกา ตั้งอยู่ที่ริมปากคลองบางกอกใหญ่ โรงหนึ่ง โรงพิมพ์ของหมอสมิธ มิชชันนารีชาติอังกฤษ ตั้งขึ้นที่บางคอแหลม โรงหนึ่ง โรงพิมพ์หลวงนั้นเมื่อชั้นแรกในรัชกาลที่ ๕ ก็พิมพ์หนังสือเรื่องพงศาวดารจีนจำหน่ายหลายเรื่องดังปรากฏอยู่ในบัญชีหนังสือเรื่องจีนซึ่งได้แสดงมาแล้ว แต่ต่อมา เมื่อต้องพิมพ์หนังสือแบบเรียนสำหรับโรงเรียนหลวงแล้วต้องพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษา ก็ต้องงดพิมพ์หนังสืออื่น คงพิมพ์หนังสือเรื่องต่าง ๆ ขายแต่โรงพิมพ์หมอบรัดเลกับโรงพิมพ์หมอสมิธ ต่างไปขอต้นฉบับที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ ท่านจึงไกล่เกลี่ยให้หมอบรัดเลเอาแต่หนังสือจำพวกความร้อยแก้ว เช่น เรื่องพงศาวดารจีน ไปพิมพ์ ส่วนหมอสมิธให้พิมพ์หนังสือจำพวกบทกลอน[15] ต่างคนต่างพิมพ์มาเช่นนั้นหลายปี ทีหลังเกิดมีฝรั่งฟ้องหมอสมิธในศาลกงสุลอังกฤษว่า พิมพ์หนังสือไม่เป็นศีลธรรมจำหน่ายหาประโยชน์ โจทก์อ้างพวกมิชชันนารีอเมริกันที่รู้ภาษาไทยเป็นพยานแลขอให้เป็นผู้แปลหนังสือบทกลอนที่หมอสมิธพิมพ์บางแห่ง เช่น บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนที่อยู่ข้างหยาบและบทละครตอนเข้าห้องสังวาส เป็นภาษาอังกฤษพิสูจน์ในศาล ศาลตัดสินให้หมอสมิธแพ้ ห้ามมิให้พิมพ์หนังสืออย่างนั้นจำหน่ายอีกต่อไป หมอสมิธก็ต้องเลิกพิมพ์หนังสือบทกลอน แต่เมื่อถูกห้ามนั้น หมอสมิธรวยเสียแล้ว นัยว่าแต่หนังสือพระอภัยมณีของสุนทรภู่เรื่องเดียวพิมพ์ขายได้กำไรงามจนพอสร้างตึกได้หลังหนึ่ง หมอสมิธก็ไม่เดือดร้อน ส่วนหมอบรัดเลนั้นตัวเองอยู่มาในรัชกาลที่ ๕ เพียง พ.ศ. ๒๔๑๗ ก็ถึงแก่กรรม แต่บุตรภรรยายังทำการโรงพิมพ์ต่อมา พิมพ์หนังสือจำพวกความร้อยแก้วขายก็ได้กำไรมาก ครั้นนานมาไม่มีตัวผู้ที่จะจัดการก็ต้องเลิกโรงพิมพ์ การพิมพ์หนังสือขายจึงกระจายไปตามโรงพิมพ์อื่น ๆ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่[16]

การพิมพ์หนังสือเรื่องสามก๊ก โรงพิมพ์หมอบรัดเลได้พิมพ์สามครั้ง แล้วโรงพิมพ์อื่นพิมพ์ต่อมาอีกสามครั้ง รวมเบ็ดเสร็จได้พิมพ์ถึงหกครั้งด้วยกัน แต่การที่พิมพ์ต่อ ๆ กันมาเป็นแต่อาศัยฉบับที่พิมพ์ก่อนเป็นต้นฉบับ ไม่ได้ตรวจชำระเหมือนอย่างหมอบรัดเลพิมพ์ครั้งแรก แลบางฉบับซ้ำมีผู้แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำลงตามอำเภอใจ หนังสือสามก๊กที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดสมัยนี้จึงวิปลาสคลาดเคลื่อนจากฉบับเดิมด้วยประการฉะนี้




หน้า ๔๑–๕๐ (๓๗–๔๖) ขึ้นลงสารบัญ




๕. ว่าด้วยรูปเรื่องสามก๊ก


ข้าพเจ้าผู้แต่งตำนานนี้ได้เคยอ่านหนังสือสามก๊กหลายครั้ง แต่อ่านครั้งก่อน ๆ ประสงค์เพียงจะรู้เรื่องเป็นสำคัญ ต่อมา อ่านเมื่อจะแต่งตำนานนี้จึงได้ตั้งใจพิจารณาเหตุการณ์ในเรื่องสามก๊ก รู้สึกว่า ตามที่เคยสำเหนียกมาแต่ก่อนเป็นความเข้าใจผิดอยู่หลายอย่าง บางทีผู้อื่นซึ่งเข้าใจผิดเช่นเดียวกับข้าพเจ้าหรือที่ยังไม่เข้าใจรูปเรื่องสามก๊กก็จะมีอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะลองบอกอธิบายรูปเรื่องสามก๊กไว้ในตำนานนี้พอให้ผู้อ่านหนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาไทยเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ประเทศจีนเมื่อเริ่มเรื่องสามก๊กนั้น กษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นเป็นใหญ่ ตั้งราชธานีอยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยง ได้ครอบครองแผ่นดินจีนทั่วทั้งประเทศ แลลักษณะการปกครองบ้านเมืองนั้น รัฐบาลกลางบังคับบัญชาการทุกอย่างอยู่เพียงในมณฑลราชธานี นอกนั้นออกไปเป็นหัวเมือง อำนาจการปกครองทั้งฝ่ายทหารแลพลเรือนเป็นสิทธิ์ขาดอยู่กับผู้เป็นเจ้าเมือง[17] เป็นแต่ฟังบังคับบัญชารัฐบาลกลางที่ราชธานี เวลามีศึกสงครามที่ใดก็เกณฑ์ให้เจ้าเมืองคุมกำลังเมืองของตนไปรบพุ่ง หรือถ้าเจ้าเมืองไหนกำเริบเป็นกบฏ ก็มีท้องตราสั่งให้เจ้าเมืองอื่นยกกำลังไปปราบปราม หรือบางทีเกิดจลาจลขึ้นในเมืองหลวง ให้พวกเจ้าเมืองขึ้นเข้าไปช่วยปราบปราบก็มี พวกเจ้าเมืองขึ้นมีอำนาจเช่นนั้นก็มักถือเอาประโยชน์ตนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับหน้าที่ในตำแหน่ง บางทีถึงเกิดรบพุ่งแย่งชิงประโยชน์กัน หรือบังอาจขัดแข็งต่อรัฐบาลกลางเพื่อรักษาประโยชน์ของตน รัฐบาลกลางจำต้องมีไหวพริบคอยระวังมิให้พวกเจ้าเมืองขึ้นมีกำลังถึงอาจจะละเมิดหรือต่อสู้อำนาจรัฐบาลกลางได้ วิธีการปกครองอย่างว่ามานี้จำต้องมีพระเจ้าแผ่นดินซึ่งทรงอานุภาพมาก หรือมิฉะนั้น ก็ต้องมีอัครมหาเสนาบดีอันมีความสามารถเป็นที่นับถือยำเกรงของคนทั้งหลายทั่วไป การปกครองแผ่นดินจึงจะเรียบร้อย ถ้าขาดทั้งสองอย่าง บ้านเมืองก็มักเกิดจลาจล

หนังสือสามก๊กกล่าวความเริ่มเรื่องตั้งแต่พระเจ้าเลนเต้ได้รับรัชทายาทเมื่อ พ.ศ. ๗๑๑ เพราะปฐมเหตุที่ประเทศจีนจะแยกกันเป็นสามก๊กเกิดแต่พระเจ้าเลนเต้ปราศจากความสามารถ หลงเชื่อถือพวกขันทีในราชสำนัก พวกขันทีจึงกำเริบเอิบเอื้อมแสวงหาอำนาจในราชการบ้านเมืองด้วยอุบายต่าง ๆ ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงเวลานั้นก็ไม่มีคนสำคัญอันเป็นที่นับถือยำเกรงของคนทั้งหลาย มีขุนนางบางคนที่ซื่อสัตย์คิดจะกำจัดพวกขันทีก็ติดด้วยพระเจ้าเลนเต้ป้องกันไว้ การปกครองแผ่นดินจึงวิปริตผันแปรแลเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมยิ่งขึ้นเป็นอันดับมาจนพระเจ้าเลนเต้สิ้นพระชนม์ลง มีราชบุตรสององค์ต่างชนนีกันแลยังเป็นเด็กอยู่ด้วยกัน ราชบุตรองค์ใหญ่ชื่อ ห้องจูเปียน ได้รับรัชทายาท นางโฮเฮามเหสีผู้เป็นชนนีเป็นผู้ว่าราชการแผ่นดิน ราชบุตรองค์น้อยนั้นชื่อ ห้องจูเหียบ กำพร้าชนนี นางตังไทฮอผู้เป็นอัยยิกาเลี้ยงมาแต่น้อยแลขวนขวายจะให้ได้ราชสมบัติแต่หาได้ไม่ นางทั้งสองจึงเป็นอริแก่กัน เมื่อพระเจ้าเลนเต้สิ้นพระชนม์แล้ว โฮจิ้น พี่นางโฮเฮา ได้เป็นขุนนสงผู้ใหญ่ ให้ลอบฆ่านางตังไทฮอเสียแล้วคิดจะกำจัดพวกขันทีต่อไป แต่นางโฮเฮาป้องกันพวกขันทีไว้เหมือนอย่างพระเจ้าเลนเต้ โฮจิ้นจะทำการเองไม่ถนัดจึงมีหนังสือไปถึงตั๋งโต๊ะ เจ้าเมืองซีหลง ให้ยกกองทัพเข้าไปปราบพวกขันที ก็ตั๋งโต๊ะนั้นวิสัยเป็นคนพาลสันดานชั่ว เห็นได้ช่องจะเป็นประโยชน์แก่ตน ก็ยกกองทัพเข้าไปยังเมืองหลวง ครั้นพวกขันทีรู้ว่าโฮจิ้นคิดอ่านกับตั๋งโต๊ะจะกำจัดพวกของตน ก็ชิงทำกลอุบายลวงโฮจิ้นเข้าไปในวังแล้วปิดประตูวังช่วยกันจับโฮจิ้นฆ่าเสีย ฝ่ายพรรคพวกโฮจิ้นพากันโกรธแค้นเอาไฟเผาวังพังประตูเข้าไปไล่จับพวกขันที ในเวลาจับกุมฆ่าฟันกันนั้นไฟเลยไหม้ลุกลามเกิดอลหม่านทั้งพระราชวัง ถึงพระเจ้าแผ่นดินกับราชกุมารองค์น้อยต้องพากันหนีออกจากเมืองไปอาศัยอยู่ที่อื่น ฝ่ายตั๋งโต๊ะได้ช่องก็เข้าจัดการระงับจลาจลแล้วเลยกำจัดพระเจ้าแผ่นดินกับนางโฮเฮาชนนีเสีย ยกห้องจูเหียบราชกุมารองค์น้อยขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั๋งโต๊ะก็ได้เป็นที่ "เซียงก๊ก" สำเร็จราชการแผ่นดิน[18] เพราะเป็นผู้ยกพระเจ้าเหี้ยนเต้ขึ้นทรงราชย์ แต่พอตั๋งโต๊ะได้เป็นเซียงก๊กขึ้นก็ประพฤติพาลทุจริตต่าง ๆ พวกขุนนางในเมืองหลวงไม่มีใครสามารถจะกำจัดตั๋งโต๊ะได้ ก็พากันหลีกหนีไปอยู่ตามหัวเมืองเป็นอันมาก[19] ก็ในพวกที่หนีตั๋งโต๊ะไปนั้นคนหนึ่งชื่อ โจโฉ ไปคิดอ่านชวนเจ้าเมืองขึ้นหลายเมืองให้ยกกองทัพเข้าไปปราบตั๋งโต๊ะ แต่การก็ไม่สำเร็จเพราะพวกเจ้าเมืองเหล่านั้นต่างถือเปรียบเกี่ยงแย่ง ไม่เป็นสามัคคีกัน มัวคิดหาอำนาจบ้าง เกิดเป็นอริต่อกันบ้าง การครั้งนี้เป็นต้นเหตุอันหนึ่งซึ่งเจ้าเมืองต่าง ๆ เกิดรบพุ่งชิงอำนาจแลอาณาเขตกันต่อมาในเรื่องสามก๊ก

ส่วนตั๋งโต๊ะนั้น แม้พวกหัวเมืองไม่สามารถกำจัดได้ด้วยกำลังทหารก็ดี ต่อมาไม่ช้า อ้องอุ้น ขุนนางในเมืองหลวง ก็กำจัดได้ด้วยใช้กลสตรี แต่เมื่อกำจัดตั๋งโต๊ะได้แล้ว อ้องอุ้นไม่สามารถจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเรียบร้อยได้ แลพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นก็ซ้ำเป็นกษัตริย์ปราศจากความสามารถอีกองค์หนึ่ง พรรคพวกของตั๋งโต๊ะมีลิฉุย กุยกี เป็นหัวหน้าจึงอาจทำการแก้แค้นฆ่าอ้องอุ่นเสีย แล้วบังคับพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตั้งพวกของตนเป็นขุนนางผู้ใหญ่มีอำนาจในเมืองหลวงต่อมา แล้วทรยศต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ด้วยประการต่าง ๆ ที่สุดถึงพยายามจะกำจัดพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ต้องทิ้งเมืองหลวงหลบหนีมีความเดือดร้อนเป็นสาหัส จึงมีรับสั่งให้หาโจโฉซึ่งได้เป็นเจ้าเมืองตวกุ๋นอยู่ในเวลานั้นเข้าไปช่วย โจโฉเข้าไปปราบปรามพวกกบฏได้ราบคาบ ก็ได้เป็นที่เซียงก๊กอยู่ในเมืองหลวงต่อมา แต่ในเวลานั้น หัวเมืองที่กระด้างกระเดื่องมาแต่ครั้งตั๋งโต๊ะแลครั้งลิฉุยกุยกียังมีมาก พวกผู้ดีที่หนีตั๋งโต๊ะไปจากเมืองหลวงในคราวเดียวกันกับโจโฉก็ได้ไปเป็นเจ้าเมืองอยู่หลายคน เมื่อโจโฉได้เป็นเซียงก๊กขึ้น ที่อ่อนน้อมต่อโจโฉก็มี ที่เฉย ๆ อยู่คอยดูว่าโจโฉจะทำอย่างไรก็มี

โจโฉเป็นคนฉลาดมีสติปัญญาสามารถผิดกับตั๋งโต๊ะ อาจปกครองบังคับบัญชาการบ้านเมืองแลทำนุบำรุงกำลังรี้พลให้มณฑลราชธานีมีอำนาจขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่มักทำการตามอำเภอใจ ขุนนางที่มิใช่พรรคพวกของโจโฉจึงมักเกลียดชัง แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะกำจัดได้ด้วยคนทั้งหลายในราชธานีนิยมกันอยู่โดยมากว่าโจโฉทำการเพื่อรักษาราชอาณาจักรในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินอ่อนแอ แต่โจโฉใช้อำนาจเพลินไปจนถึงทำให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ความคับแค้นถึงเอาพระโลหิตเขียนเป็นหนังสือลับร้องทุกข์ขอให้ผู้มีความจงรักภักดีช่วยกำจัดโจโฉ ความทราบไปถึงหัวเมือง พวกเจ้าเมืองที่มีกำลังแลมิได้เป็นพรรคพวกของโจโฉก็ถือว่า โจโฉเป็นศัตรูของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนอย่างตั๋งโต๊ะ แล้วพากันกระด้างกระเดื่องขึ้น ฝ่ายโจโฉก็ถือว่าตัวเป็นเซียงก๊กมีหน้าที่จะต้องปราบปรามหัวเมืองที่กระด้างกระเดื่องเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน จึงเกิดรบกันขึ้น ทั้งสองฝ่ายประกาศอ้างเหตุใส่ความข้อเดียวกัน ฝ่ายโจโฉว่า พวกเจ้าเมืองเป็นกบฏต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ฝ่ายพวกเจ้าเมืองก็ว่า โจโฉเป็นกบฏต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ ในเวลากำลังรบพุ่งกันนั้น ต่างก็ถือว่าเป็นข้าของพระเจ้าเหี้ยนเต้ด้วยกัน เวลาโจโฉมีท้องตราอ้างรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกไปถึงหัวเมืองที่เป็นข้าศึก หัวเมืองเหล่านั้นก็เคารพนบนอบต่อท้องตรา เป็นแต่ไม่ยอมฟังบังคับบัญชาของโจโฉ การที่พวกหัวเมืองต่อสู้ทหารเมืองหลวงหรือบางทีตีเข้าไปจนแดนเมืองหลวงก็ถือว่ารบกับอัครมหาเสนาบดี หาได้คิดร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดินไม่ ผลของการที่รบพุ่งกันนั้น ฝ่ายโจโฉมีชัยชนะปราบหัวเมืองได้โดยมาก ปราบไม่ลงแต่หัวเมืองที่ซุนกวนกับเล่าปี่ปกครอง

ซุนกวนเป็นเจ้าเมืองกังตั๋งอันเป็นหัวเมืองใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออก ได้ครองเมืองโดยสืบสกล แลเป็นผู้อยู่ในศีลธรรมปกครองบ้านเมืองดี จึงมีคนนิยมเข้าเป็นพวก จนมีกำลังมาก เล่าปี่นั้นเดิมเป็นคนอนาถา แต่สกุลสูงเป็นเชื้อสายในราชวงศ์ฮั่น แลเป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี กับเผอิญได้คนดีมีฝีมือไว้เป็นนายทหารหลายคน จึงมีชื่อเสียงปรากฏ แลพวกเจ้าเมืองมักเชิญให้ไปช่วยในเวลาเกรงศัตรู แต่เล่าปี่เป็นคนอาภัพ แม้ได้นายทหารดีก็มีกำลังรี้พลน้อย มักต้องหลบหนีเอาตัวรอดเนือง ๆ จึงไม่สามารถตั้งมั่นเป็นหลักแหล่ง จนได้ขงเบ้งเป็นที่ปรึกษาแนะนำให้ไปเป็นสัมพันธมิตรกับซุนกวนช่วยกันต่อสู้โจโฉจึงรักษาตัวได้ และต่อมา จึงไปได้เมืองเสฉวนเป็นที่มั่นอยู่ทางทิศตะวันตก เรื่องราวตอนนี้ แม้พระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นแต่อย่างเจว็ดอยู่ในศาล ในพงศาวดารก็ยังนับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินทั่วทั้งประเทศจีน

ครั้นโจโฉตายลง โจผีลูกโจโฉได้เป็นที่เซียงก๊กแทน เลยถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียจากราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๗๖๓ แล้วตั้งตัวเป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์ใหม่เรียกว่า ราชวงศ์วุย ฝ่ายเล่าปี่ถือว่าเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮั่นก็ตั้งตัวเป็นพระมหากษัตริย์สืบราชวงศ์ฮั่นขึ้น ณ เมืองเสฉวน ซุนกวนไม่อยากยอมขึ้นแก่โจผีหรือเล่าปี่ก็ตั้งตัวเป็นเอกราชขึ้นที่เมืองกังตั๋งบ้าง[20] ตั้งแต่นี้ ประเทศจีนจึงแยกกันเป็นสามก๊ก คือ สามราชอาณาเขตอันเป็นอิสระแก่กัน อาณาเขตของพระเจ้าโจผีได้นามว่า "วุยก๊ก" อาณาเขตของพระเจ้าเล่าปี่ได้นามว่า "จ๊กก๊ก" อาณาเขตของพระเจ้าซุนกวนได้นามว่า "ง่อก๊ก" เป็นอยู่นั้นไม่นานเท่าใด พอสิ้นพระเจ้าเล่าปี่ พระเจ้าโจผี แลพระเจ้าซุนกวนแล้ว เชื้อสายที่รับรัชทายาทสืบมาก็เสื่อมความสามารถลงด้วยกันทั้งสามก๊ก สุมาเจียวซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการวุยก๊กปราบจ๊กก๊กได้ก่อน แล้วสุมาเอี๋ยน ลูกสุมาเจียว ชิงราชสมบัติวุยก๊กตั้งราชวงศ์ใหม่เรียกว่า ราชวงศ์จิ้น พระเจ้าสุมาเอี๋ยนปราบง่อก๊กได้อีกก๊กหนึ่ง แผ่นดินจีนก็กลับรวมกันเป็นราชอาณาเขตเดียวสืบมา สิ้นเรื่องสามก๊กเท่านี้

ลำดับเหตุการณ์ในเรื่องสามก๊กตามศักราชเป็นดังอธิบายต่อไปนี้

  พระเจ้าเลนเต้ครองราชสมบัติ ปีวอก พ.ศ. ๗๑๑

  พระเจ้าเหี้ยนเต้ครองราชย์สมบัติ ปีมะเมีย พ.ศ. ๗๓๓

  โจโฉรบทัพเรือกับพวกซุนกวนแลเล่าปี่ ปีชวด พ.ศ. ๗๕๑

  จิวยี่ตาย ปีขาล พ.ศ. ๗๕๓

  เล่าปี่ได้เมืองเสฉวน ปีมะเมีย พ.ศ. ๗๕๗

  กวนอูเสียเมืองเกงจิ๋วแก่ซุนกวน ปีกุน พ.ศ. ๗๖๒

  โจผีถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้แล้วก็ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าโจผี ปีชวด พ.ศ. ๗๖๓

  เล่าปี่ตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ณ เมืองเสฉวน ปีฉลู พ.ศ. ๗๖๔

  ซุนกวนตั้งตัวเป็นเอกราชเมืองกังตั๋ง ปีขาล พ.ศ. ๗๖๕

  พระเจ้าเล่าปี่สิ้นพระชนม์ พระเจ้าเล่าเสี้ยนรับรัชทายาทครองจ๊กก๊ก ปีเถาะ พ.ศ. ๗๖๖

  พระเจ้าโจผีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโจยอยรับรัชทายาทครองวุยก๊ก ปีมะเมีย พ.ศ. ๗๖๙

  ซุนกวนตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมืองกังตั๋ง ลบศักราชเก่า ตั้งศักราชใหม่ นับปีระกา พ.ศ. ๗๗๒ เป็นศักราชพระเจ้าซุนกวนทรงราชย์ (แต่ในหนังสือสามก๊กที่แปลเขานับเอาปีขาลเมื่อพระเจ้าซุนกวนตั้งเป็นเอกราชเป็นต้น)

  ขงเบ้งตาย/พระเจ้าเหี้ยนเต้สวรรคต ปีขาล พ.ศ. ๗๗๗

  พระเจ้าโจยอยสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโจฮองรับรัชทายาทครองวุยก๊ก ปีมะแม พ.ศ. ๗๘๒

  สุมาอี้ตาย ปีมะแม พ.ศ. ๗๙๔

  พระเจ้าซุนกวนสิ้นพระชนม์ พระเจ้าซุนเหลียงรับรัชทายาทครองง่อก๊ก ปีวอก พ.ศ. ๗๙๕

  พระเจ้าโจฮองถูกถอดจากราชสมบัติวุยก๊ก พระเจ้าโจมอขึ้นครองราชสมบัติ ปีจอ พ.ศ. ๗๙๗

  พระเจ้าซุนเหลียงถูกถอดจากราชสมบัติง่อก๊ก พระเจ้าซุนฮิวขึ้นครองราชสมบัติ ปีขาล พ.ศ. ๘๐๑

  พระเจ้าโจมอสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโจฮวนขึ้นครองราชสมบัติวุยก๊ก ปีมะโรง พ.ศ. ๘๐๓

  พระเจ้าเล่าเสี้ยนเสียบ้านเมืองแก่วุยก๊ก ปีมะแม พ.ศ. ๘๐๖

  พระเจ้าโจฮวนถูกถอดจากราชสมบัติ สุมาเอี๋ยนขึ้นครองราชสมบัติวุยก๊กเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จิ้น ปีระกา พ.ศ. ๘๐๘

  พระเจ้าซุนฮิวเสียบ้านเมืองแก่ราชวงศ์จิ้น ปีชวด พ.ศ. ๘๒๓

  สามก๊กรวมเข้าเป็นก๊กเดียวอยู่ในการปกครองของพระเจ้าสุมาเอี๋ยนต้นราชวงศ์จิ้น ปีชวด พ.ศ. ๘๒๓

หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้ากำหนดจำนวนปีเป็นต่างสมัยในเรื่องสามก๊ก ก็แบ่งได้เป็นสามสมัย คือ

  สมัยราชวงศ์ฮั่นทรุดโทรมในรัชกาลพระเจ้าเลนเต้ ยี่สิบเอ็ดปี

  สมัยตั้งก๊กในรัชกาลพระเจ้าเหี้ยนเต้ สามสิบปี

  สมัยสามก๊ก หกสิบปี

คำนวณเวลาของพงศาวดารเรื่องสามก๊ก รวมเป็นหนึ่งร้อยสิบเอ็ดปี

หนังสือสามก๊กดีอยู่ที่พลความอันกล่าวถึงอุบายการเมืองแลการสงคราม ควรนับว่าเป็นหนังสือซึ่งน่าอ่านอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง




หน้า ๕๑–๕๘ (๔๗–๕๔) ขึ้นลงสารบัญ




๖. ว่าด้วยวินิจฉัยเรื่องสามก๊ก


ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในตอนข้างต้นว่า นักปราชญ์จีนคนหนึ่งชื่อ กิมเสี่ยถ่าง แต่งคำอธิบายคล้ายคำนำเรื่องสามก๊กไว้ คำอธิบายนั้นมีอยู่ในหนังสือสามก๊กภาษาจีนปรากฏว่า กิมเสี่ยถ่างแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๑๘๗ แปลออกเป็นภาษาไทยดังต่อไปนี้[21]

ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่องต่าง ๆ เห็นเป็นเรื่องที่นักปราชญ์แต่งดีหกเรื่อง คือ เรื่องจังจื๊อ เรื่องหนึ่ง ลีส่าว เรื่องหนึ่ง ซือมาเซียนซือกี เรื่องหนึ่ง โต้วโพ้วลุดซี เรื่องหนึ่ง ซ้องกั๋ง เรื่องหนึ่ง ไซเซีย เรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าได้แต่งคำอธิบายหนังสือเหล่านั้นไว้ทุกเรื่อง ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านคำอธิบายก็ยอมว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้รู้ถึงความคิดของผู้แต่งหนังสือนั้น ๆ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเรื่องสามก๊กฉบับนี้เห็นว่า ควรรับเข้าเป็นเรื่องดีได้เรื่องหนึ่ง เพราะเนื้อเรื่องขยายความในพงศาวดารเป็นหลักฐานดียิ่งนัก หนังสือเรื่องอื่น ๆ แม้ที่นับว่าดีก็ไม่มีเรื่องใดดีถึงเรื่องสามก๊กเลย

หากมีคำถามว่า หนังสือเรื่องต่าง ๆ อันเป็นเรื่องแต่งก่อนสมัยราชวงศ์จิวก็ดี แลเรื่องภายหลังสมัยนั้นมาจนปรัตยุบันนี้ก็ดี เขาก็แต่งโดยอาศัยพงศาวดารคล้ายสามก๊กทุกเรื่อง ดังฤๅจึงว่าดีไม่ถึงเรื่องสามก๊ก

ตอบว่า เรื่องสามก๊กกล่าวถึงกระบวนการแย่งชิงอาณาเขตกันอย่างน่าอ่านน่าฟังนัก เรื่องแย่งชิงอาณาเขตตั้งแต่โบราณมาจนปรัตยุบันนี้ก็มีมาก แต่ไม่มีเรื่องใดน่าพิศวงเหมือนเรื่องสามก๊ก ผู้แต่งเรื่องสามก๊กมีความรู้มากทั้งฉลาดเรียงความ ในบรรดานักประพันธ์ตั้งแต่โบราณมาจนปรัตยุบันนี้ ผู้แต่งเรื่องสามก๊กควรนับว่าเป็นชั้นเอกได้คนหนึ่ง อันเรื่องแย่งชิงอาณาเขตครั้งราชวงศ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในพงศาวดารมาเป็นลำดับเรื่องอื่น ๆ จะเก็บเอาเรื่องออกแต่งได้ไม่ยาก แม้นักประพันธ์สามัญความรู้น้อยก็แต่งได้ ด้วยเหตุนี้ หนังสือเรื่องอื่น ๆ จึงไม่เทียมเรื่องสามก๊ก ข้าพเจ้าอ่านเรื่องสามก๊กแล้วลองพิจารณาเหตุการณ์บ้านเมืองครั้งนั้นก็ไม่เห็นทางที่จะสันนิษฐานให้แปลกกับที่แต่งไว้ได้เป็นอย่างอื่น

คือ เมื่อรัชกาลพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นเป็นสมัยราชวงศ์ฮั่นทรุดโทรม อำนาจไปตกอยู่แก่ตั๋งโต๊ะ หัวเมืองทั้งปวงก็แข็งเมืองขึ้น เป็นเหตุให้เกิดรบพุ่งกัน ถ้าหากในตอนนี้เล่าปี่มีกำลังมากเหมือนอย่างว่าปลาอยู่ในน้ำ เมื่อได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว เล่าปี่ยกไปปราบปรามหัวเมืองฮ่อปัก เช่น เมืองกังหลำ เมืองกังตั๋ง เมืองจิ๋น เมืองยง เหล่านี้ เพียงแต่ประกาศไปตามหัวเมืองทั้งปวงก็คงยอมอยู่ในอำนาจ (เพราะเล่าปี่เป็นเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น) บ้านเมืองก็จะเป็นสุขสืบไปดุจครั้งกองบู๊ (ในเรื่องตั้งฮั่น) คงไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองปรากฏเป็นสามก๊ก

ตั๋งโต๊ะชิงราชสมบัติยังไม่สมควรคิดก็ถูกฆ่าตาย แล้วอำนาจไปตกอยู่แก่โจโฉ บังอาจบังคับพระมหากษัตริย์ให้มีรับสั่งไปตามหัวเมืองตามใจตน กระแสรับสั่งก็ไม่เป็นที่เชื่อถือ แต่ถึงกระนั้น ก็จำต้องเคารพเพราะราชวงศ์ฮั่นยังปกครองแผ่นดินอยู่ ฝ่ายเล่าปี่ตกอับไม่สามารถทำนุบำรุงราชวงศ์ฮั่นให้รุ่งเรือง หัวเมืองภาคเหนือภาคใต้แห่งแม่น้ำเอี้ยงจือเกียงก็ตกอยู่ในอำนาจของโจโฉแลซุนกวน ต่างพยายามแย่งชิงกัน ยังเหลือแต่หัวเมืองภาคตะวันตกเฉียงใต้ (เสฉวน) สำหรับเล่าปี้จะได้อาศัย ถ้าเล่าปี่ไม่ได้ขงเบ้งเป็นกำลังแลไม่ได้ไปช่วยซุนกวนรบกับโจโฉที่ตำบลเชียะเบี้ย[22] ในภาคตะวันออก หัวเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ คือ เมืองฮันต๋งและเมืองเสฉวนนั้น ก็คงตกเป็นของโจโฉ เพราะเหตุที่ซุนกวนไม่สามารถต่อสู้โจโฉได้ บ้านเมืองก็คง (จะไปรวมอยู่ในอำนาจโจโฉ) กลายเป็นเหมือนเมื่อครั้งอองมัง (ในเรื่องตั้งฮั่น) ชิงราขสมบัติราชวงศ์ฮั่น การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองก็คงไม่ปรากฏให้เห็นเป็นสามก๊ก

ตั้งแต่โจโฉข้ามพ้นตำบลฮัวหยงแล้วถึงขานยามขาไก่เลิกทัพกลับเมือง บ้านเมืองตอนนี้เริ่มเป็นรูปสามก๊ก จนพวกซุนกวนพร้อมใจกันสู้รบชนะข้าศึกแล้ว[23] รูปสามก๊กจึงปรากฏเป็นสามก๊กแท้จริง แม้โจโฉทำบาปกรรมไว้มาก จนคนทั้งหลายพากันแค้นเคือง ที่ประกาศโทษไปตามหัวเมืองก็มี แช่งด่าต่อหน้าก็มี ลอบทำร้ายก็มี วางยาพิษก็มี เอาไฟเผาก็มี เข้าปล้นก็มี จนโจโฉต้องตัดหนวดฟันหักตกม้าตกคูเมืองเกือบตายหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย แม้ผู้เป็นศัตรูโจโฉมีมาก ผู้เป็นพรรคพวกช่วยเหลือก็มีมาก ดูเหมือนดินฟ้าอากาศบันดาลจะให้บ้านเมืองเป็นสามก๊ก โจโฉผู้เชี่ยวชาญในการโกงจึงยังไม่ตาย ได้อยู่ทรยศราชวงศ์ฮั่นดังแมลงมุมชักใยคอยจับสัตว์ เทพดาตกแต่งให้จิวยี่เกิดมาเป็นคู่คิดกับขงเบ้ง ก็ตกแต่งให้สุมาอี้เกิดมาเป็นคู่คิดกับโจโฉ ดูเหมือน (เทวดา) เกรงสามก๊กจะรวมเข้าเป็นก๊กเดียวเสียในตอนกลาง จึงให้ผู้มีปรีชาสามารถเกิดมาทำการให้แยกกันสืบไป

อันการแย่งชิงอาณาเขตนั้นก็เคยมีมาแต่โบราณหลายครั้ง ที่มีผู้ตั้งตัวเป็นเจ้าได้ก็มี เป็นสิบสองก๊กก็มี เป็นเจ็ดก๊กก็มี เป็นสิบหกก๊กก็มี เป็นไซ่ฮั่นตั้งฮั่น[24] ก็มี เป็นเอกราชภาคเหนือแลเอกราชภาคใต้ก็มี เป็นตังงุ่ยไซงุ่ย[25] ก็มี ครั้งนั้น ๆ ผู้ที่ได้เมืองก็มี ที่เสียเมืองก็มี ที่อยู่ถาวรก็มี ที่สูญสิ้นไปโดยเร็วก็มี อย่างช้าไม่เกินสิบสองปี อย่างเร็วก็ไม่ถึงปี ยังไม่มีเรื่องใด ๆ ซึ่งผู้เจริญจะเจริญอยู่และผู้ทรุดโทรมจะสูญสิ้นตลอดระยะเวลาช้านานถึงหกสิบปีเหมือนเรื่องสามก๊กนี้เลย

เรื่องสามก๊กนี้เป็นเรื่องดีจริง นักปราชญ์ได้อ่านก็ชอบใจ ใครมีปรีชาสามารถได้อ่านก็ชอบใจ ชาวบ้านร้านตลาดได้อ่านก็ชอบใจ ทุคตะเข็ญใจได้อ่านก็คงจะชอบใจ ครั้งกวยทองห้ามฮั่นสิ้นอย่าให้ไปช่วยพระเจ้าฮั่นโกโจแล้วแนะให้ฮั่นสิ้นแข็งเมืองไว้ให้เป็นสามก๊ก[26] แต่ครั้งนั้น ฮั่นสิ้นไม่ทิ้งความสัตย์ซื่อซึ่งเป็นข้าของราชวงศืฮั่น ฝ่ายห้างอี๋มีแต่ความดุร้ายไม่มีความคิด ได้ฟ่ามแจ้งไว้ใช้ก็ใช้ไม่เป็น หัวเมืองทั้งปวงไปตกอยู่ในความคิดแลกำลังของพวกราชวงศ์ฮั่นรวมเข้าเป็นก๊กเดียว เรื่องสามก๊กนี้มีลางมาแต่สมัยเมื่อตั้งราชวงศ์ฮั่นดังกล่าวมา ครั้นราชวงศ์ฮั่นทรุดโทรมจึงปรากฏเป็นสามก๊ก พระเจ้าฮั่นโกโจเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นตอนเริ่มเจริญ เล่าปี่เป็นกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นตอนทรุดโทรม ผู้หนึ่งสามารถเอาเมืองจีนได้ทั้งสามเมือง อีกผู้หนึ่งไม่สามารถเอาดินแดนโจโฉไว้ได้แต่สักคืบเดียว ทั้งนี้ ก็คือดินฟ้าอากาศบันดาลให้ราชวงศ์ฮั่นรุ่งเรืองสืบมาด้วยประการดังนั้นและให้ทรุดโทรมสิ้นไปด้วยประการดังนี้แล

เดิมข้าพเจ้ากำลังสืบสวนหาหนังสือเรื่องดี ๆ พอเพื่อนเขาเอาคำอธิบายเรื่องสามก๊กซึ่งเม่าจงกังแต่งมาให้ดู[27] ข้าพเจ้าเห็นคำอธิบายนั้นถูกใจจึงได้เอาเหตุผลเรื่องสามก๊กมาลงไว้ในที่นี้ ให้เม่าจงกังทำแม่พิมพ์พิมพ์สืบไป เพื่อท่านทั้งหลายที่อ่านหนังสือเรื่องนี้เห็นความคิดข้าพเจ้ากับความคิดเม่าจงกังตรงกัน

หมดความอธิบายของกิมเสี่ยถ่างเพียงนี้ นับว่าเป็นความเห็นของจีน ยังมีความเห็นของไทยวินิจฉัยเรื่องสามก๊ก ข้าพเจ้าเคยได้ยินกล่าวกันมาก่อน แต่ว่าช้านานมาแล้ว ลืมไปเสียโดยมาก นึกได้ในเวลาเมื่อแต่งตำนานนี้แต่สองราย

รายหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นนักเรียนนายร้อยทหารมหาดเล็ก ได้เคยเห็นพระสารสาสน์พลขัณฑ์ (สมบูรณ์) ซึ่งเป็นตำแหน่งอนุศาสนาจารย์กรมทหารมหาดเล็กอยู่ในเวลานั้น พยายามจะแต่งหนังสือสามก๊กใหม่อีกสำนวนหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยถามว่า จะแต่งทำไม พระสารสาสน์ฯ บอกว่า หนังสือเก่าแต่งยังสะเพร่าอยู่หลายแห่ง ได้ยกตัวอย่างตรงที่ "กวนอูกักด่าน" ซึ่งมีปัญหาว่า ขงเบ่งรู้อยู่แล้วว่ากวนอูคงไม่ทำอันตรายโจโฉ เหตุใดจึงใช้ให้กวนอูไปคอยจับโจโฉ ในหนังสือสามก๊กฉบับเดิมแก้ข้อนี้ว่า เพราะขงเบ้งจับยามเห็นว่าโจโฉยังไม่ถึงที่ตายจึงใช้กวนอูไปเพื่อจะให้ใช้คุณของโจโฉ พระสารสาสน์ฯ เห็นว่า แก้เช่นนั้นไม่ถูก เหตุที่แท้นั้นเพราะขงเบ้งเห็นว่า จำจะต้องเอาโจโฉไว้ให้เป็นคู่แข่งกับซุนกวน ถ้ากำจัดโจโฉเสีย ซุนกวนมีกำลังมากอยู่แต่ก๊กเดียวก็คงจะทำอันตายเล่าปี่ ที่ไหนจะปล่อยให้ตั้งตัวได้ แลยังชี้ตรงที่อื่นอีกแต่ข้าพเจ้าลืมเสียหมดแล้ว เห็นพระสารสาสน์ฯ เขียนหนังสือสามก๊กฉบับนั้นอยู่นาน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจจะขออ่าน ก็ทราบไม่ได้ว่าแต่งแก้เป็นอย่างไรแลจะแต่งได้ตลอดเรื่องหรือไม่ สันนิษฐานว่า ถ้าไม่ค้างอยู่จนพระสารสาสน์ฯ ถึงแก่กรรมก็คงไปติดอยู่ด้วยไม่มีใครรับพิมพ์จึงเลยเงียบหายไป ต้นฉบับที่พระสารสาสน์ฯ เขียนไว้นั้นใครจะได้ไว้ในบัดนี้หรือเป็นอันตรายสูญไปเสียแล้วก็หาทราบไม่[28]

อีกรายหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยได้ยินคำผู้หนึ่งจะเป็นใครก็ลืมไปเสียแล้วกล่าวว่า เรื่องสามก๊กนั้นแต่งดีจริง แต่ผู้แต่งเป็นพวกเล่าปี่ ตั้งใจแต่ละยกย่องเล่าปี่เป็นสำคัญ ถ้าหากพวกโจโฉแต่งเรื่องสามก๊กก็อาจจะดำเนินความในเรื่องสามก๊กให้ผู้อ่านเข้าใจกลับกันไปได้ว่า โจโฉเป็นผู้ทำนุบำรุงแผ่นดิน ฝ่ายเล่าปี่เป็นผู้คิดร้าย เพราะมีข้อที่จะอ้างเข้ากับโจโฉได้หลายข้อ เป็นต้นแต่ชั้นเดิมที่โจโฉเป็นผู้รู้สึกเจ็บร้อนด้วยแผ่นดินไปเที่ยวชักชวนพวกหัวเมืองให้ช่วยกันปราบตั๋งโต๊ะซึ่งเป็นราชศัตรู และต่อมาเมื่อโจโฉจะได้มีอำนาจในราชธานีนั้น ก็เป็นด้วยพระเจ้าเหี้ยนเต้มีรับสั่งให้หาเข้าไปแต่งตั้ง มิได้กำเริบเอิบเอื้อมเข้าไปโดยลำพังตน เมื่อโจโฉได้เป็นที่เซียงก๊กแล้วสามารถปกครองบ้านเมืองแลปราบปรามหัวเมืองที่กระด้างกระเดื่องให้กลับอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐบาลกลางอย่างแต่ก่อนได้โดยมาก ข้อที่กล่าวหาว่าโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัตินั้นก็อาจจะคัดค้านได้ว่า ถ้าโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัติจริง จะกำจัดพระเจ้าเหี้ยนเต้เสียเมื่อหนึ่งเมื่อใดก็กำจัดได้ ที่ไหนจะยอมเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่จนตลอดอายุ แลความข้อนี้อาจพิสูจน์ได้ด้วยเมื่อโจผีได้เป็นที่แทนโจโฉก็ชิงราชสมบัติได้โดยง่าย ส่วนเล่าปี่ที่ว่าเป็นคนดีก็ดีแต่อัธยาศัย แต่เรื่องประวัติของเล่าปี่ซึ่งปรากฏในเรื่องสามก๊กดูเป็นแต่เที่ยวรบพุ่งชิงบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเอง ไม่เห็นว่าได้ตั้งใจขวนขวายช่วยพระเจ้าเหี้ยนเต้จริงจังอย่างใด คำที่กล่าวนี้เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับรูปเรื่องสามก๊กก็เห็นชอบกล ดูเหมือนจะต้องรับว่าเป็นความจริงอย่างหนึ่งในข้อที่ผู้แต่งหนังสืออาจจะจูงใจผู้อ่านให้นิยมได้ตามประสงค์ ยกเรื่องสามก๊กนี้เป็นอุทาหรณ์ได้เรื่องหนึ่ง แม้ไทยเรามิได้เป็นพวกข้างไหน ใครอ่านเรื่องสามก๊กหรือเพียงได้ดูงิ้วเล่นเรื่องสามก๊กก็ดูเหมือนจะเข้ากับเล่าปี่ด้วยกันทั้งนั้น




หน้า ๕๙–๖๐ (๕๕–๕๖) ขึ้นลงสารบัญ




๗. รูปภาพสามก๊ก


ไทยเรารู้เรื่องสามก๊กยิ่งกว่าเรื่องอื่นในพงศาวดารจีนฉันใด อาจจะอ้างต่อออกไปถึงรูปภาพจีนว่า ไทยเราคุ้นกับรูปบุคคลในเรื่องสามก๊กยิ่งกว่าในเรื่องอื่นทั้งนั้นก็ว่าได้ ข้อนี้พึงสังเกตรูปภาพจีนอย่างที่เขียนในแผ่นกระจกสำหรับติดฝาผนังที่ชอบใช้แต่งตำหนักรักษาเหย้าเรือนกันมาแต่ก่อนก็มักเป็นรูปเรื่องสามก๊กเป็นพื้น[29] ไทยดูงิ้วก็ชอบดูเรื่องสามก๊กชำนาญตากว่าเรื่องอื่นจนเห็นตัวงิ้วก็มักบอกได้ทันทีว่าเป็นบุคคลผู้ใดในเรื่องสามก๊ก แต่รูปภาพในเรื่องสามก๊กนั้น เมื่อสืบสวนหาตำราได้ความว่า เป็นรูปคิดสมมติขึ้นทั้งนั้น น่าสันนิษฐานว่า พวกจีนเล่นงิ้วจะคิดสมมติขึ้นก่อนโดยเอาวิสัยของตัวบุคคลตามที่ปรากฏในเรื่องมาคิดแต่งหน้าแต่งตัวแลทำกิริยาอาการให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ๆ คนดูก็รู้สึกนิยมตาม จนเลยยุติเป็นแบบแผนว่า บุคคลนั้นหน้าต้องเป็นสีนั้น มีหนวดยาว หรือหนวดสั้น หรือหน้าเกลี้ยง ส่วนเครื่องแต่งตัวนั้น รูปภาพเรื่องสามก๊กซึ่งจีนเขียนก็ดีหรือแต่งเล่นงิ้วก็ดีได้ความว่า เป็นแบบเครื่องแต่งตัวในสมัยราชวงศ์ไต้เหม็ง คือ ในระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๑ จน พ.ศ. ๒๑๘๖ มิใช่เป็นแบบเครื่องแต่งตัวอย่างเก่าถึงสมัยสามก๊ก ข้อนี้ก็เป็นเค้าเงื่อนชวนให้สันนิษฐานว่า รูปภาพในเรื่องสามก๊กอย่างเช่นปรากฏทุกวันนี้น่าจะเกิดขึ้นร่วมสมัยกับเมื่อมีหนังสือสามก๊กอ่านนิยมกันแพร่หลาย แต่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง สังเกตดูรูปภาพที่จีนทำในเรื่องสามก๊กต่างกันเป็นสองแบบ ถ้าเป็นรูปปั้นระบายสีมักเขียนหน้าสลับสีอย่างงิ้ว ไม่นิยมที่จะให้แม้นเหมือนสีเนื้ออย่างธรรมดา แต่ถ้าเป็นรูปเขียน เช่น เขียนในแผ่นกระจกสำหรับปิดฝา หรือเขียนในฉาก มักระบายสีหน้าให้คล้ายสีเนื้อธรรมดา แม้ตัวบุคคลซึ่งในเรื่องกล่าวว่าหน้าดำหรือหน้าแดง ก็ประสานสีหน้าพอให้คล้ำหรือให้แดงแปลกกว่าผู้อื่นสักเล็กน้อยพอเป็นที่สังเกต ยกตัวอย่างดังเช่นฉากเขียนรูปกวนอูอันมีรูปจิวฉ่องกับกวนเป๋งยืนสองข้างซึ่งแขวน ณ ที่บูชาตามบ้านจีนเห็นอยู่แพร่หลายก็เป็นเช่นว่า ข้อที่ช่างจีนทำรูปภาพปั้นกับรูปภาพเขียนผิดกันดังว่ามาจะเป็นเพราะเหตุใดยังไม่ทราบ จีนทำหนังฉายเรื่องสามก๊กก็พยายามจะให้เหมือนคนธรรมดา เป็นแต่แต่งหน้าให้เข้าเค้าภาพสามก๊ก ทำได้ดีหนักหนา

รูปภาพที่พิมพ์ไว้ในหนังสือสามก๊กฉบับภาษาจีนมีเป็นสองประเภท คือ ภาพรูปตัวคน ประเภทหนึ่ง ภาพเรื่อง ประเภทหนึ่ง ได้จำลองภาพเรื่องพิมพ์ไว้ตรงเรื่องในหนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุ ส่วนภาพตัวบุคคลได้จำลองมาพิมพ์ไว้ในหนังสือเล่มตำนานตอนนี้




หน้า ๖๑ (แทรก ๑) ขึ้นลงสารบัญ




RTK Chronicle - 001.jpg


๑. นางตังกุยหุย   ๒. พระเจ้าเหี้ยนเต้   ๓. นางฮกเฮา



หน้า ๖๒ (แทรก ๒) ขึ้นลงสารบัญ




RTK Chronicle - 002.jpg


๑. ตังสิน   ๒. อ้องอุ้น   ๓. ฮกอ้วน



หน้า ๖๓ (แทรก ๓) ขึ้นลงสารบัญ




RTK Chronicle - 003.jpg


๑. ลิโป้   ๒. ตั๋งโต๊ะ   ๓. นางเตียวเสียน




หน้า ๘๔–๘๗ (๕๗–๖๐) ขึ้นลงสารบัญ




๘. ว่าด้วยแผนที่สามก๊ก


การที่ไทยเราอ่านหนังสือสามก๊กกันมาแต่ก่อนได้ความรู้แต่เรื่องกับกระบวนความ ส่วนแผนที่นั้นรู้เพียงว่าเป็นเรื่องในประเทศจีน แต่เมืองใดซึ่งปรากฏชื่อในหนังสือสามก๊กจะอยู่ตรงไหนหรืออาณาเขตก๊กไหนจะเท่าหนึ่งเท่าใดก็ไม่รู้ ด้วยไม่มีสิ่งใดซึ่งจะอาศัยสอบสวน ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ตัดความนำพาของผู้อ่านด้วยเรื่องแผนที่ ครั้นมาถึงสมัยเมื่อความรู้ภูมิศาสตร์เจริญแพร่หลายแลมีแผนที่ประเทศต่าง ๆ พิมพ์จำหน่ายพอหาได้ไม่ยาก การอ่านหนังสือเรื่องสามก๊กในสมัยชั้นหลังจึงมีผู้ซึ่งใคร่จะรู้แผนที่เรื่องสามก๊กขึ้น จะเล่าแต่ถึงส่วนตัวข้าพเจ้าเองพอเป็นอุทาหรณ์ ได้ลองเอาแผนที่ประเทศจีนมาพิจารณาหาความรู้ในเรื่องสามก๊กก็ไม่สมประสงค์ ได้แต่เค้าเงื่อนบ้างอย่างว่าเห็นเป็นเงา ๆ เช่น มีชื่อเมืองเสฉวนปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศจีน ก็เข้าใจว่า เล่าปี่คงตั้งเป็นอิสระที่นั่น แล้วเลยสันนิษฐานต่อไปถึงเมืองอื่น เช่น เมืองกังตั๋งของซุนกวน ก็เห็นว่า คงเป็นเมืองเดียวกับเมืองกึงตั๋ง (ที่อยู่ใกล้กับเมืองฮ่องกง) เพราะชื่อคล้าย ๆ กัน ได้ความเข้าใจเพียงเท่านั้น ครั้นเมื่อจะพิมพ์หนังสือสามก๊กฉบับงานพระเมรุสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าฯ คราวนี้ ข้าพเจ้าปรารภว่า ถ้ามีแผนที่เมืองจีนครั้งสมัยสามก๊กพิมพ์ไว้ด้วยได้จะดีหนักหนา เพราะไทยเรายังไม่รู้ตำแหน่งแห่งที่บ้านเมืองในเรื่องสามก๊กกันโดยมาก พระเจนจีนอักษรบอกว่า แผนที่เช่นข้าพเจ้าว่านั้นพวกจีนสมัยใหม่เขาได้พิมพ์แล้ว พระเจนฯ ไปหาแผนที่นั้นมาให้ดู เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นแผนที่แลได้ฟังคำชี้แจงของพระเจนฯ ก็รู้สึกว่า เรื่องแผนที่เป็นข้อที่ข้าพเจ้าเข้าใจผิดมาแต่ก่อนอีกอย่างหนึ่ง ด้วยอาณาเขตประเทศจีนเมื่อครั้งสามก๊กยังไม่กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนเมื่อชั้นหลัง บรรดาเมืองสำคัญอันกล่าวถึงแลที่สมรภูมิซึ่งรบพุ่งกันในเรื่องสามก๊กอยู่เพียงลุ่มลำน้ำเอี้ยงจือเกียงเท่านั้น เมืองเสฉวนแลเมืองกึงตั๋งที่ข้าพเจ้าสันนิษฐานดังกล่าวมาก็เข้าใจผิด ชื่อเมืองเสฉวนแลเมืองกึงตั๋งเกิดขึ้นต่อเมื่อภายหลังสมัยเรื่องสามก๊กมาช้านาน เป็นแต่ล่อกวนตงเอาชื่อซึ่งเรียกกันอยู่ในสมัยเมื่อแต่งหนังสือสามก๊กมาใช้

อันตัวเมืองลกเอี๋ยงที่เป็นราชธานีของราชวงศ์ฮั่นแลเป็นราชธานีของราชวงศ์วุยแลราชวงศ์จิ้นต่อมานั้นคือเมืองที่เรียกว่า "โห้ลำฟู" ในชั้นหลัง เมืองที่พระเจ้าซุนกวนตั้งเป็นราชธานีเรียกว่า เมืองเกียนเงียบ ในแผนที่คือ เมืองนำกิง ในปัจจุบันนี้ แลเมืองที่พระเจ้าเล่าปี่ตั้งเป็นราชธานีนั้นเรียกว่า เมืองเซงโต๋ ในมณฑลเอ๊กจิ๋ว ส่วนอาณาเขตครั้งสามก๊กนั้นมีหนังสือจีนเรียกว่า "ซือย่ง" แต่งชั้นหลังได้พรรณนาเทียบด้วยแผนที่ครั้งราชวงศ์ไต้เช็งไว้ดังนี้

"พระเจ้าโจผี ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์วุย ครองราชสมบัติเมื่อปีชวด พ.ศ. ๗๖๓ เขตแดนของพระเจ้าโจผี คือ มณฑลลิจี มณฑลโห้ลำ มณฑลซันตง มณฑลซันซี มณฑลกังซก กับภาคกลาง มณฑลเซียนซี แลภาคเหนือ มณฑลฮูเป มณฑลเกียงซู มณฑลงางไฝ แลภาคกลางกับภาคตะวันตก มณฑลฟงเทียน (มุกเดน) จนถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เมืองเกาหลี สืบมาถึงพระเจ้าโจฮวน กษัตริย์ราชวงศ์วุยองค์ที่ห้า เสียเมืองแก่พระเจ้าสุมาเอี๋ยน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จิ้น เมื่อปีวอก พ.ศ. ๘๐๗ จำนวนรัชกาลราชวงศ์วุยห้าสิบห้าปี

"พระเจ้าเล่าปี่ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จ๊กฮั่น ครองราชย์สมบัติเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๗๖๔ เขตแดนของพระเจ้าเล่าปี่ คือ มณฑลเสฉวน กับภาคเหนือ มณฑลยงลำ มณฑลกุยจิ๋ว แลเมืองฮั่นต๋ง มณฑลเซียนซี สืบมาถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยน กษัตริย์ราชวงศ์จ๊กฮั่นองค์ที่สอง เสียเมืองแก่ราชวงศ์วุยเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๘๐๖ จำนวนรัชกาลราชวงศ์จ๊กฮั่นสี่สิบสามปี

"พระเจ้าซุนกวน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ง่อ ครองราชสมบัติเมื่อปีขาล พ.ศ. ๗๖๕ เขตแดนของพระเจ้าซุนกวน คือ มณฑลเกียงซู มณฑลเจเกียง มณฑลฮูลำ มณฑลฮูเป มณฑลฮกเกี้ยน มณฑลกวางตุ้ง มณฑลกวงซี กับเมืองญวน สืบมาถึงพระเจ้าซุนฮิว กษัตริย์ราชวงศ์ง่อองค์ที่สี่ เสียเมืองแก่พระเจ้าสุมาเอี๋ยน ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จิ้น เมื่อปีชวด พ.ศ. ๘๒๓ จำนวนรัชกาลราชวงศ์ง่อห้าสิบเก้าปี"

เมื่อได้ความดังแสดงมา ข้าพเจ้าจึงให้จำลองแผนที่ประเทศจีนครั้งสามก๊กมาพิมพ์ในตำนานนี้ด้วย แต่สำเร็จได้ด้วยความพยายามของพระเจนจีนอักษรที่รับแปลหนังสือจีนในแผนที่เป็นหนังสือไทย ใช้สำเนียงฮกเกี้ยนให้เข้ากับหนังสือสามก๊กภาษาไทย สถานหนึ่ง และต้องอ่านหนังสือสามก๊กภาษาไทยตรวจคัดชื่อต่าง ๆ อันเกี่ยวกับแผนที่มาทำเป็นอภิธานแล้วไปสอบตำราจีนว่าที่นั้น ๆ หรือเมืองนั้น ๆ ในปัจจุบันนี้เรียกอย่างไรด้วย อีกสถานหนึ่ง เป็นการลำบากแก่พระเจนฯ มากที่เดียว เพราะชื่อบ้านเมืองในประเทศจีนเปลี่ยนมาเนือง ๆ แม้อธิบายที่ลงไว้ในอภิธานแผนที่สามก๊ก พระเจนฯ ก็ว่า รับรองได้แต่เพียงชื่อที่เรียกในสมัยเมื่อราชวงศ์ไต้เช็งเป็นใหญ่ แต่จะเปลี่ยนชื่อมาในชั้นประเทศจีนเป็นรีปับลิกอีกอย่างใดบ้างไม่มีตำราที่จะต้นให้ทราบได้ ข้าพเจ้าเห็นว่า แม้ทำได้เพียงเท่าที่พิมพ์ในหนังสือนี้ก็ต้องจัดเอาเป็นดี แลพระเจนจีนอักษรควรได้รับความขอบใจของผู้อ่านเรื่องสามก๊กที่พิมพ์ใหม่ครั้งนี้ทั่วกัน




เชิงอรรถแก้ไข

  1. เดิมให้อำมาตย์โท พระพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล) เปรียญ เลขานุการราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้ตรวจฉบับพิมพ์ แต่พระพินิจฯ ทำงานเหลือกำลังจนมีอาการป่วย จึงผ่อนงานนี้ให้ทำเพียงแต่งสารบัญ
  2. ในคำนำเรื่องสามก๊กภาษาอังกฤษของมิสเตอร์บริเวตเตเลอว่า หนังสือสามก๊กแต่งครั้งสมัยราชวงศ์หงวน แต่พระเจนจีนอักษรได้สอบว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่
  3. พังโพยนั้นเป็นทำนองฟุตโน้ต มักเรียกในภาษาไทยว่า "คำกลาง" แปลไว้ในหนังสือสามก๊กภาษาไทยหลายแห่ง แต่ว่าไม่หมดที่เม่าจงกังได้แต่งไว้
  4. คำอธิบายของกิมเสี่ยถ่างจะปรากฏในหนังสือนี้ต่อไปข้างหน้า
  5. เชื่อว่า จะได้แปลเป็นภาษาอื่นซึ่งยังสืบไม่ได้ความมีอยู่อีก เช่น ภาษามงโกเล เป็นต้น
  6. พวกเกาหลีกับพวกญวนใช้หนังสือจีนเป็นหนังสือสำหรับบ้านเมืองอยู่แล้ว บางทีจะใช้หนังสือสามก๊กที่จีนพิมพ์อยู่ก่อนพิมพ์เองต่อชั้นหลัง ที่แปลเป็นภาษาเขมรนั้นเข้าใจว่า แปลจากฉบับพิมพ์ภาษาไทยที่ได้ไปจากกรุงเทพฯ ที่แปลเป็นภาษามลายูพิมพ์ที่เมืองสิงคโปร์ แต่จะได้ฉบับมาแต่ไหนและแปลเมื่อใดหาทราบไม่
  7. หนังสือสามก๊กที่แปลเป็นภาษาลาตินนั้น บาทหลวงโรมันคาทอลิกคนหนึ่งซึ่งได้มียศเป็นบิชอปอยู่ในเมืองจีนเป็นผู้แปล ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษนั้นเคยแปลช้านานแล้ว แต่ว่าแปลเพียงบางตอน มิสเตอร์บริเวตเตเลอพึ่งแปลตลอดทั้งเรื่องแล้วพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จไปได้มาจากเมืองสิงคโปร์ ประทานแก่หอพระสมุดสำหรับพระนคร
  8. 8.0 8.1 กรมพระราชวังหลังทิวงคตเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๙ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถึงอสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘
  9. พระยาโชดึก (ฟัก) เคยเป็นหลวงพิพิธภัณฑพิจารณ์ แลเป็นผู้ชำนาญภาษาจีน บางทีจะเป็นผู้แปลหนังสือเรื่องไคเภ็ก
  10. ยังมีหนังสือพิมพ์เรื่องจีนซึ่งมีผู้แปลเป็นภาษาไทยลงพิมพ์อีกหลายเรื่อง แต่เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดชั่วแต่อ้างพงศาวดาร มิใช่เอาเรื่องพงศาวดารจีนมาแต่งอย่างทำนองสามก๊ก จึงมิได้กล่าวถึง
  11. ข้าพเจ้าได้ชวนพระยาพจนปรีชาให้ช่วยพิเคราะห์อีกคนหนึ่งก็เห็นว่าเป็นสองสำนวนเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้า
  12. เมืองหลวงเดิมอยู่แถวเมืองน้ำกิ่ง เมืองปักกิ่งเป็นเมืองหลวงชั้นหลัง สำเนียงชาวปักกิ่งเพี้ยนไปอีกอย่างหนึ่ง
  13. หอพระสมุดวชิรญาณได้ไว้ก็หลายฉบับ มีทั้งฉบับที่เขียนด้วยเส้นหรดาน เขียนด้วยเส้นฝุ่น แลเขียนด้วยเส้นดินสอ
  14. เมื่อข้าพเจ้าได้พระราชทานหนังสือสามก๊ก เป็นเวลาพึ่งอ่านหนังสือออก ยังจำได้ว่าอ่านสนุกมาก แต่สนุกประสาเด็ก ไม่เข้าใจความเท่าใดนัก
  15. มีหนังสือสามก๊กหมอสมิธพิมพ์ยังปรากฏอยู่ แต่ว่ามีเฉพาะเล่มที่ ๑ เล่มเดียว ข้อนี้เป็นเค้าเงื่อนให้สันนิษฐานว่า ชะรอยหมอสมิธเห็นคนชอบซื้อหนังสือสามก๊กก็พิมพ์ขายบ้าง คงเกิดเกี่ยงแย่งกับหมอบรัดเล สมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงไกล่เกลี่ยให้พิมพ์หนังสือคนละประเภทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายก็จำยอม เพราะต้องอาศัยหนังสือของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นต้นฉบับอยู่ด้วยกัน
  16. ได้ยินว่า เมื่อหมอสมิธถูกศาลห้ามมิให้พิมพ์หนังสือบทกลอนขายนั้น บรรดาหนังสือซึ่งพิมพ์ไว้แล้วแลกำลังพิพม์ค้างอยู่ นายเทพ ทรรทรานนท์ อยู่แพที่หน้าโรงเรียนราชินีเดี๋ยวนี้ รับซื้อจากหมอสมิธเอามาพิมพ์จำหน่ายที่โรงพิมพ์ของตน แล้วโรงพิมพ์อื่นจึงพิมพ์จำหน่ายบ้าง ส่วนโรงพิมพ์หมอบรัดเลนั้น หลวงดำรงธรรมสาร (มี ธรรมาชีวะ) เจ้าของโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ รับซื้อหนังสือค้างพิมพ์มาจำหน่าย แล้วโรงพิมพ์อื่นจึงพิมพ์จำหน่ายบ้าง
  17. ที่เรียกว่าเมืองในเรื่องสามก๊กนั้น เป็นเมืองใหญ่อย่างหลายมณฑลรวมกันก็มี เป็นเมืองอย่างกลางเช่นมณฑลเดียวก็มี เป็นแต่อย่างเมืองเดียวก็มี
  18. ผู้แปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาไทยแปลศัพท์ เซียงก๊ก ว่า "พระยามหาอุปราช" (เห็นจะเอานามซึ่งมีอยู่ในกฎหมายทำเนียบศักดินาพลเรือนมาใช้) แต่ชอบใช้โดยย่อว่า "มหาอุปราช" มักทำให้ฉงนว่า จะเป็นตำแหน่งรัชทายาทหรืออย่างไร ที่แท้ตำแหน่งเซียงก๊กนั้นเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เรียกอย่างอังกฤษว่า ปริมิเอ หรือ ไปรม์มินิศเตอร์ เท่านั้น
  19. พวกเจ้าเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องสามก๊กตอนหลังเป็นผู้ที่หลีกหนีจากเมืองหลวงไปในคราวนี้หลายคน
  20. ซุนกวนตั้งตัวเป็นเอกราชใช้นามแต่ว่า วุยอ๋อง ก่อน ต่อเมื่อพระเจ้าเล่าปี่แลพระเจ้าโจผีสิ้นพระชนม์แล้วจึงราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์
  21. พระเจนจีนอักษรเป็นผู้แปล แต่ข้าพเจ้า (ผู้ไม่รู้ภาษาจีน) ได้แก้ไขถ้อยคำแต่งสำนวนไทยหลายแห่ง ถ้าคลาดเคลื่อนจากภาษาจีนไปมากนักขออย่าติโทษพระเจนจีนอักษร
  22. เชียะเบี้ยเป็นชื่อภูเขาแปลว่า ชันดังกำแพง อยู่ที่ฝั่งแม้น้ำซามกัง หนังสือเรื่องสามก๊กที่พิมพ์แล้วเรียกว่า ที่ฝั่งแม่น้ำซามกัง
  23. หมายความว่า ตอนลกซุนตีทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกยับเยินแล้วตีทัพพระเจ้าโจผีแตกพ่าย
  24. ในเรื่องชิดก๊กไซ่ฮั่นแลตั้งฮั่น ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจครองราชสมบัติถึงอองมังเป็นกบฏ ตอนนี้เรียก ไซ่ฮั่น ในเรื่องไซ่ฮั่นแลสามก๊ก ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ครองราชสมบัติถึงพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกจากราชสมบัติ ตอนนี้เรียก ตั้งฮั่น
  25. ในเรื่องตั้งจิ้น ตอนพระเจ้าแผ่นดิวอ๋าวงุ่ยหนีไปอยู่กับอูยุ่นไถ ตอนนี้เรียก ไซ่งุ่ย เมื่อพระเจ้าแผ่นดินอ๋าวงุ่ยหนีไปแล้วพวกขุนนางพร้อมกันเชิญพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ครองราชสมบัติ ตอนนี้เรียก ตั้งงุ่ย
  26. ในเรื่องชิดก๊กไซ่ฮั่น ตอนฮั่นอ๋องรบกับฌ้อปาอ๋อง กวยทองบอกให้ฮั่นสิ้นแข็งเมืองไว้ให้เป็นสามก๊ก ฮั่นอ๋อง ก๊กหนึ่ง ฌ้อปาอ๋อง ก๊กหนึ่ง ฮั่นสิ้น ก๊กหนึ่ง
  27. สันนิษฐานว่า เม่าจงกังแต่งคำอธิบายได้ก่อน กิมเสี่ยถ่างชำระแต่งเป็นคำอธิบายนี้ขึ้นใหม่ เม่าจงกังยอมว่าดีกว่าของตนจึงให้พิมพ์
  28. ถ้าใครได้ไว้แลบอกมาให้ราชบัณฑิตยสภาทราบจะขอบคุณเป็นอันมาก
  29. รูปภาพเช่นนั้นที่เป็นเครื่องประดับพระที่นั่งในพระราชวังบวรสถานมงคล ยังรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครก็มีมาก

ดูเพิ่มแก้ไข




ขึ้น

  งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์หมดอายุลงแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งว่า

"มาตรา ๑๙

  "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

  "ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

  "ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"มาตรา ๒๐

  "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"