ประชุมกฎหมายประจำศก/เล่ม 7/ภาค 3/เรื่อง 10

สำหรับงานที่มีชื่อทำนองเดียวกัน ดู พระราชบัญญัติลักพา
ประกาศ
พระราชบัญญัติลักภา

มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทให้ประกาศแก่ลูกขุนตระลาการโรงศาลแลราษฎรในกรุงแลหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า เมื่อวันอาทิตย์เดือนอ้ายแรมเจ็ดค่ำปีฉลูสัปตศก เสด็จออกณพระที่นั่งสุทไธยสวริย์ มีหญิงสาวคนหนึ่งทำเรื่องราวมาทูลเกล้าฯ ถวาย ความในฎีกาดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้า อำแดงเหมือน เปนบุตรนายเกดอำแดงนุ่ม อายุข้าพระพุทธเจ้าได้ ๒๑ ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บางม่วงแขวงเมืองนนทบูรี มีความทุกขร้อนขอ[ซ้ำ]พระราชทานพระบรมราชวโรกาศถวายเรื่องราวให้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทพระราชอาญาเปนล้นเกล้าฯ เดิมข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดรักใคร่เปนชู้กัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าหารู้ไม่ ครั้นอยู่มาณเดือน ๔ ปีชวดฉศก นายภูให้เถ้าแก่มาขอข้าพระพุทธเจ้าแต่บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ยอมจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้ารู้ความว่า บิดามารดาจะยกข้าพระพุทธเจ้าให้เปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม บิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า ครั้นณเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ ปีชวดฉศก เวลาพลบค่ำ บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุกตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภู ๆ ให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปในห้องเรือน ข้าพระพุทธเจ้าไม่ไป ข้าพระพุทธเจ้าก็นั่งอยู่ที่ชานเรือนนายภูจนรุ่งขึ้นเวลาเช้า ชายหญิงชาวบ้านได้รู้เห็นเปนอันมาก แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้าอีก จะให้ข้าพระพุทธเจ้ายอมเปนภรรยานายภูให้จงได้ แล้วบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภูอีกครั้งหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าก็หาได้ขึ้นไปบนเรือนนายภูไม่ แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า แล้วว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเปนภรรยานายภู จะเอาปืนยิงข้าพระพุทธเจ้าให้ตาย ข้าพระพุทธเจ้ากลัวก็หนีไปหนายริดชู้เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้สองสามวัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าสั่งผู้มีชื่อให้บอกนายริดให้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาษะมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ให้ผู้มีชื่อเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนมาษะมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าจึ่งภาเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปที่บ้านกำนัน ในเวลานั้น นายภูไปคอยอยู่ที่บ้านกำนัน นายภูจึ่งอายัดตัวเถ้าแก่ไว้แก่กำนัน ครั้นณเดือน ๘ ปีฉลู สัปต มีหมายหลวงสยามนนทเขตรขยันปลัดไปเกาะข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดกับบิดามารดานายริดมาที่ศาลากลางเมืองนนทบูรี หลวงปลัดแลกรมการถามข้าพระพุทธเจ้า ๆ ให้การว่า ข้าพระพุทธเจ้าหาได้รักใคร่ยอมเปนภรรยานายภูไม่ พระนนทบุรีแลกรมการเปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้านายภูสาบาลตัวได้ว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้ยอมเปนภรรยานายภู ให้นายริดแพ้ความนายภู ๆ ไม่ยอมสาบาน แล้วกรมการเปรียบเทียบว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าสาบาลตัวได้ว่า ไม่ได้ยอมเปนภรรยานายภู ให้นายภูยอมแล้วความแก่กัน นายภูก็หายอมให้ข้าพระพุทธเจ้าสาบานไม่ ครั้นเดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีฉลู สัปต นายภูกลับฟ้องกล่าวโทษนายริดกับบิดามารดานายริดกับผู้มีชื่อเถ้าแก่ ๒ คน ความมีแจ้งอยู่ในฟ้องนายภูนั้นแล้ว พระนนทบุรีแลกรมการเกาะได้ตัวนายริดกับบิดามารดานายริดกับผู้มีชื่อเถ้าแก่สองคนมาแล้วบังคับให้นายริดส่งตัวข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ส่งตัวข้าพระพุทธเจ้าให้ตระลาการ นายริดกับบิดามารดานายริดแลผู้มีชื่อเถ้าแก่ ๒ คนก็เปนคู่สู้ความกับนายภู แต่ต้วข้าพระพุทธเจ้าได้ให้การไว้ต่อตระลาการเปนความสัตย์ความจริง ข้าพระพุทธเจ้าหาได้เปนภรรยานายภูไม่ แจ้งอยู่ในคำให้การนั้นแล้ว นายเปี่ยมพธำมรงคุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้ที่ตราง แล้วมารดาข้าพระพุทธเจ้าก็มาด่าขู่เขนจะให้ข้าพระพุทธเจ้ายอมเปนภรรยานายภูให้จงได้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม ข้าพระพุทธเจ้าเตือนให้ตระลาการชำระความต่อไปก็ไม่ชำระให้ นายเปี่ยมพธำมรงก็คุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้แกล้งใช้การงานต่าง ๆ เหลือทนได้ความทุกข์ร้อนนัก ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งได้หนีมาทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย พระราชอาญาเปนล้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าสมัคเปนภรรยานายริดชู้เดิมของข้าพระพุทธเจ้าต่อไป ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอเดชะ ๚ะ

ฎีกานี้ทรงแล้วจึ่งทรงพระราชหัถเลขาสลักหลังฎีกาลง ถ้าความเรื่องที่กล่าวในฎีกานี้ไม่ผิดไกลจากการที่เปนจริงนัก ให้จมื่นราชามาตยกับนายรอดมอญมหาดเล็กขึ้นไปจัดการตัดสินให้หญิงผู้ร้องฎีกาตกเปนภรรยาชายชู้เดิมตามสมัค เพราะหญิงนั้นอายุก็มากถึง ๒๐ ปีเสศแล้ว ควรจะเลือกหาผัวตามชอบใจตัวได้ แต่ให้ชายชู้เดิมเสียเบี้ยละเมิดให้บิดามารดาหญิงชั่งหนึ่ง ให้ชายผู้ที่ได้หญิงนั้นด้วยบิดามารดายอมยกให้สิบตำลึง รวมเปนเงินสามสิบตำลึง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ชายชู้เดิมเสียแทนบิดามารดาหญิงแลชายที่ว่าเปนเจ้าของหญิงนั้นด้วย ให้ความเปนเลิกแล้วแก่กันทั้งเรื่อง แต่ถ้าความแปลกจะมีนอกจากที่ว่าในฎีกานี้ จะต้องตัดสินตามสักสองอย่าง คือ กิริยาที่บิดามารดายอมยกให้บุตรหญิงของตัวไปแก่ชายที่มาขอแล้วยอมให้เขาฉุดคร่าบุตรหญิงของตัวถึง ๒ ครั้งนั้นแปลกหูอยู่ เปนที่แคลงว่า บิดามารดาจะทำหนังสือขายบุตรหญิงของตัวไปแก่ชายนั้นกระมัง จึ่งต้องยอมให้เขาฉุด ก็ถ้าการเปนดังนี้ ให้ตัดสินว่า บิดามารดาไม่ได้เปนเจ้าของบุตรชายบุตรหญิงดังหนึ่งคนเจ้าของโคกระบือช้างม้าจะตั้งราคาขายตามชอบใจได้ ฤๅดังนายเงินเปนเจ้าของทาษที่มีค่าตัวจนจะขายทาษนั้นตามค่าตัวเดิมได้ เมื่อบิดามารดายากจนจะขายบุตรต่อบุตรยอมให้ขายจึ่งขายได้ ถ้าไม่ยอมให้ขายก็ขายไม่ได้ ฤๅยอมให้ขาย ถ้าบุตรยอมรับนี่ค่าตัวเพียงเท่าไร ก็ขายได้แต่เพียงเท่านั้น กฎหมายเก่าอย่างไรผิดไปจากอย่างนี้อย่าเอา เพราะฉะนั้น ให้ความเรื่องนี้ ถ้าบิดามารดาเอาชื่อหญิงนั้นไปขายให้แก่ชายที่มาฉุดเท่าไร ก็ให้บิดามารดาใช้เงินเขาเอง อย่าให้ชายชู้เดิมแลตัวหญิงต้องใช้ เพราะเห็นชัดว่า ตัวหญิงไม่ยอมให้ขาย แลหญิงนั้นเมื่อหนีบิดามารดาตามชายชู้ไป ถ้าเอาเงินทองสิ่งของ ๆ บิดามารดาติดตัวไปด้วย ถ้าบิดามารดาไม่ยอมให้ ก็ให้เร่งคืนให้ เว้นไว้แต่ผ้านุ่งห่มแลเบี้ยเงินฤๅสิ่งของราคาสักสามตำลึง ให้บิดามารดาลดให้หญิงเพื่อจะเปนเสบียงเลี้ยงตัวอยู่สักเดือนหนึ่งสองเดือนกว่าจะมีที่ทำมาหากินกับชายที่ตัวหญิงนั้นยอมเปนเมียเขา ความวิวาทอายัดแลฟ้องเถ้าแก่ให้เลิกเสียให้หมด ๚ะ

ตามลัทธิผู้ชายในบ้านในเมืองทุกวันนี้ภอใจถือว่า หญิงคนใดชายได้ภาเข้าไปในที่ลับจับต้องถึงตัวแล้ว ก็ภอใจถือตัวว่าเปนเจ้าผัว ตัวความก็ว่าอย่างนั้น ผู้ตัดสินก็ว่าอย่างนั้น แล้วตัดสินให้ผัวเปนเจ้าของ แลให้เมียเปนดังสัตว์เดียรฉาน เพราะลัทธิอย่างนั้นแล จึงได้ตัดสินในเวลาหนึ่งให้เลิกกฎหมายเก่าว่าหญิงหย่าชายหย่าได้นั้นให้ยกเสีย แต่เมื่อพิเคราะห์ดูที่ว่าอย่างนั้นผิดยุติธรรมไป หญิงจะหย่าชายก็หย่าได้ตามกฎหมายนั้นต้องยุติธรรมอยู่ให้เอาเปนประมาณ ความเรื่องนี้ที่เปรียบเทียบพิจารณาว่าเปนเมียว่าไม่ได้เปนเมียให้ยกเสีย เอาแต่ตามใจหญิงที่สมัคไม่สมัคเปนประมาณ ๚ะ

หญิงใดมีชายมาขอ บิดามารดายกให้ ตัวยอมแลไปอยู่ด้วยกัน มีผู้รู้เห็นด้วยกันมากว่า เขาสองคนเปนผัวเมียกันร่วมศุขทุกข์ทุนรอนเดียวกันอยู่นานหลายวันหลายเดือน ประจักษ์แจ้งแก่คนรอบบ้านรอบเมืองไม่มีใครขัดใครเถียง จึ่งควรตัดสินว่า เปนผัวเมียกัน ในความเรื่องนี้จะให้เปนถึงอย่างนั้นจะไม่ได้ จึ่งต้องให้เปนไปตามใจหญิงสมัค ความคล้ายกับอย่างเรื่องนี้แต่ก่อนก็เคยตัดสินมา แต่ก่อนมีผู้มีชื่อภาบุตรหญิงไปขายไว้แก่พระยาสิงหราชฤทธิไกรผู้บิดาหลวงเสนาภักดีแต่หญิงนั้นยังเปนเด็ก ครั้นหญิงนั้นเจริญเปนสาว หลวงเสนาภักดีสมคบเปนภรรยา ครั้นภายหลังบิดามารดาของหญิงมายุยงหญิงให้ถอนตัวจากหลวงเสนาภักดีไม่ยอมเปนภรรยาจะสมัคคืนไปกับบิดามารดา หลวงเสนาภักดีก็ยอมปล่อย บิดามารดาจึ่งเอาเงินค่าตัวมาส่งหลวงเสนาภักดีแล้วรับตัวหญิงไปไว้ ไม่ช้าก็ไปบอกขายให้ผู้อื่น ยอมยกหญิงนั้นให้เปนภรรยาผู้อื่น หญิงนั้นไม่สมัค มาร้องทุกข์จะขอกลับคืนเปนภรรยาหลวงเสนาภักดี ๆ ก็ยอมใช้เงินแรงกว่าค่าตัวเดิม แต่ยังน้อยกว่าจำนวนเงินที่บิดามารดาขืนใจบุตรไปขายให้ผู้อื่น ความเรื่องนี้ก็ได้โปรดตัดสินให้ตามใจหญิงแลหลวงเสนาภักดี ยอมไม่ให้ตามใจบิดามารดาแลชายซึ่งจะเข้ามาเปนเจ้าของใหม่ ความสองเรื่องนี้โปรดตัดสินให้ตามใจหญิงแลชายที่รักใคร่กัน ไม่ตามใจบิดามารดา ๚ะ

ชรอยคนบางจำพวกที่มีคดีของตัว ที่ตัวสำคัญว่า คล้ายกับความสองเรื่องนี้ แต่ได้ถูกตัดสินไปอย่างอื่นแต่ก่อนแล้ว จะว่าจะบ่นฤๅจะคิดว่า ทรงตัดสินความต่าง ๆ ครั้งก่อนก็ไม่เหมือนกัน การนั้นทรงพระราชดำริห์ทราบแล้วว่า จะมีผู้ว่าอย่างนั้นจะคิดอย่างนั้น ขอให้ผู้สังเกตคดีถ้อยความพิจารณาดูให้ละเอียด ซึ่งทรงตัดสินต่าง ๆ ไปนั้นตามบันดาศักดิ์ชาติตระกูลของหญิงแลชายแลเกี่ยวข้องในที่สูงที่ต่ำมีที่กำหนดผิดกันอยู่จึ่งทรงตัดสินยักเยื้องไป ชักเรื่องเทียบให้เห็นว่า แต่ก่อนนี้ไปนายไทยมหาดเล็กซึ่งแต่ก่อนเปนนายรองชิตบัดนี้เปนขุนนครเขตรเกษมศรีรองปลัดกรมกองตระเวนขวาแต่งเถ้าแก่ไปขอทรัพย์บุตรพระยาเทพวรชุนเปนภรรยา ได้ปลูกหอปลูกเรือนอยู่ด้วยกัน แล้วได้ให้ท้าวสมศักดิ์นกภาทรัพย์ภรรยาเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทข้างใน ได้พระราชทานเงินตราให้ทรัพย์เมื่อเวลาเข้าไปเฝ้าบ้าง ครั้นภายหลังทรัพย์กับนายรองชิตโกรธขึ้งขุ่นเคืองกัน นายรองชิตมาอยู่บ้านเดิม ไปมาหาสู่ทรัพย์แต่ห่าง ๆ ภายหลังทรัพย์มีชู้ คือ พันศรสิทธิปั้นในกรมพระตำรวจ แลเมื่อพระยาเทพวรชุนไม่ได้อยู่บ้านไปราชการเมืองนครศรีธรรมราช นายรองชิตไปหาทรัพย์จับได้พันสรสิทธิชายชู้ในที่นอนเถียงไม่ได้ นายรองชิตเห็นว่า ทรัพย์เคยได้เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาททรงรู้จักอยู่ จึ่งนำความนั้นกราบทูลพระกรุณา จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ลูกขุนปรับชายชู้ตามศักดินานายรองชิตเสร็จแล้ว หยิงสมัคจะไปอยู่กับชายชู้ ๆ ก็สมัคจะรับไปเพราะได้เสียเบี้ยปรับมากแล้ว มีพระบรมราชโองการดำรัสว่า ทรัพย์เปนบุตรขุนนางมีบันดาศักดิ์ ไม่เปนหญิงบุตรบิดามารดาสามัญเสมอราษฎร จะโปรดให้เปนไปตามใจทรัพย์แลชายชู้ของทรัพย์ไม่ได้ พระยาเทพวรชุนบิดาของทรัพย์ก็ไปราชการอยู่ไกล ภายหลังเกิดความเรื่องนี้ขึ้น พระยาเทพวรชุนจะว่าอย่างไรก็ยังไม่ทราบ จึ่งโปรดให้หาตัวนายพิศาลหุ้นแพรในพระบวรราชวังแลบุตรพระยาเทพวรชุนที่เปนมหาดเล็กหลายนายมา แล้วมีพระบรมราชโองการดำรัสถามว่า ทรัพย์บุตรพระยาเทพวรชุนนอกใจนายรองชิตผู้ผัว ยอมให้พันสรสิทธิทำชู้ จนนายรองชิตผู้ผัวจับได้ บัดนี้ ชายชู้ก็เสียเบี้ยปรับเสร็จแล้ว ตัวทรัพย์สมัคจะไปอยู่กับชายชู้ ญาติพี่น้องจะยอมให้ฤๅไม่? คาดเห็นว่า พระยาเทพวรชุนจะยอมยกให้ชายชู้ฤๅไม่? บุตรพระยาเทพวรชุนทุกนายกราบทูลพระกรุณาว่า ไม่ยอม คาดใจพระยาเทพวรชุนว่า เห็นจะไม่ยอมให้ไปกับชายชู้ จึ่งมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้มอบตัวทรัพย์ให้นายพิศาลพี่ชายของทรัพย์รับตัวทรัพย์ไปจำไว้คอยถ้าพระยาเทพวรชุน การต่อไปค่างน่า สุดแต่พระยาเทพวรชุนผู้บิดา

อนึ่ง กฎเก่าเก่าว่า ผัวเมียอย่าร้างกัน แยกย้ายกันไป บุตรชายให้ได้แก่มารดา บุตรหญิงให้ได้แก่บิดา กฎหมายบทนี้มีพระบรมราชโองการดำรัสว่า ให้ใช้ได้แต่ในบุตรของบิดามารดาที่เปนศักดิ์ต่ำ ก็ถ้าว่า บุตรของบิดามารดาที่เปนศักดิ์สูงศักดินากว่า ๔๐๐ ขึ้นไป ให้ตามใจบิดา ถ้าบิดาไม่รับเลี้ยงขับไล่บุตรเสียด้วย บุตรจึ่งตกเปนของมารดา ถ้าบิดารักชาติตระกูลยศศักดิ์อยู่ ไม่ยอมให้ไปกับมารดา บุตรก็ต้องเปนของบิดาหมด

ด้วยนัยนี้ ถ้าในบางทีบางคราว หญิงที่มีศักดิ์สูงจะไปได้ผัวไพร่ มีบุตรเกิดด้วยกัน บุตรนั้นก็ต้องเปนของมารดาฤๅของตาแลญาติข้างมารดาหมดตามบันดาศักดิ์ เมื่อตัดสินดังนี้ จะว่า เข้าข้างผู้ดี ข่มขี่ไพร่เกินไปก็ตาม แต่เห็นว่า ผู้ดีมีบันดาศักดิ์เปนอันมากจะเห็นชอบด้วย ถ้าจะไม่ตัดสินอย่างนั้น จะว่าไปตามกฎหมายเก่า ก็จะเปนที่เสียใจแก่ผู้มีบันดาศักดิ์มากนัก ชักเรื่องว่ามาทั้งนี้ จะให้เห็นหลักความที่ทรงพระราชดำริห์แล้วตัดสินอย่างความบางเรื่องคล้าย ๆ กับความที่ร้องฎีกาสองเรื่องนี้ คือ ผู้หญิงสมัคจะไปกับผู้ชาย ผู้ชายก็สมัคจะรับ แต่ญาติพี่น้องของหญิงเปนผู้มีบันดาศักดิ์สูงเขาไม่ยอมให้เลย ก็ในความเรื่องนั้นตามรูปความก็ควรจะทรงตัดสินให้ตามใจหญิงสมัคเหมือนกับความฎีกาสองเรื่องนี้ ท่านทั้งหลายเปนอันมากที่ไม่ได้พิจารณาการให้เลอียดก็ดูเหมือนจะเห็นไปอย่างนั้นด้วย แต่เมื่อพิเคราะหให้เลอียดไป รฦกดูการแต่หลังมา เห็นว่า หญิงในตระกูลนั้นไม่เคยตกไปเปนภรรยาผัวที่ต่ำศักดิเสมอกับชายที่หญิงนั้นรักนั้นเลย ชายคนนั้นมักใหญ่ใฝ่สูงเอื้อมเข้าไปสมคบหญิงในตระกูลสูง เช่นนั้น เปนที่แปลกใจคนในตระกูลนั้นทั้งสิ้น ถ้าจะตัดสินให้ตามใจหญิง แล้วคนในตระกูลนั้นทั้งสิ้นเขาคงคิดว่า ผู้ครองแผ่นดินลดศักดิตระกูลเขาให้ต่ำไปเปนตัวอย่าง จะเปนที่ให้เขาเสียใจไม่รู้หาย ถึงจะบังคับชายให้เสียเบี้ยเลมิดให้แก่เขาตามกฎหมาย อย่าว่าเลย ถึงจะเสียให้เขาสัก ๑๐๐ ชั่งเปนเบี้ยปรับ เขาก็ลันวาจาว่า ไม่ยอมยินดีรับเปนอันขาดทีเดียว อนึ่ง ถ้าจะตัดสินให้ชายหญิงคู่นั้นได้อยู่ด้วยกันตามใจสมัครักใคร่กันแล้ว ผู้ตัดสินก็ดูเปนโง่งมนัก ไม่รู้เท่าทันคน เสียคมเสียคาย ถูกหลอกถูกลวง กล้ำกลายเข้ามาในพระราชวังโทษเสมอขบถ แต่แผ่นดินเก่ามาจนแผ่นดินใหม่ ก็จะเปนอันไม่รู้เท่าอ้ายขบถอีขบถเสีย การที่ปรากฎว่า ไม่รู้เท่านั้น ก็จะเปนทางที่จะให้คนลาม ๆ ต่าง ๆ เดินทางนั้นมาลุยลายพระราชถานต่อไปในภายน่า จึ่งประกาศมาขอให้ผู้มีปัญญาตริตรองดู ๚ะ

แต่ความสามัญในโรงศาลในกรุงแลหัวเมืองทั้งปวงให้ตระลาการพิจารณาสังเกตตระกูลหญิงตระกูลชายแลเปรียบเทียบให้คล้ายกับกระแสพระราชดำริห์นี้ ก็ซึ่งถือลัทธิว่า ชายถูกต้องหญิงแล้วก็ชื่อว่าเปนเมียนั้น ใช่ไม่ได้ ให้บังคับตามใจมัคในตระกูลหญิงที่ต่ำ แลตามใจบิดามารดาญาติพี่น้องของหญิงในตระกูลที่สูงศักดิ์ตามบังคับนี้เถิด ๚ะ

วิศัยคนตระกูลต่ำมีแต่คิดจะหาเงินหาทอง ย่อมข่มขืนบุตรหลายของตัวแล้วเอาไปขายเอาไปให้ให้ไปต้องทนยากอยู่ในที่ ๆ ตัวจะได้เงินได้ทองมาก แต่บุตรไม่ควรที่จะต้องยาก เพราะบิดามารดาจึ่งต้องตัดสินให้ตามใจบุตรสมัค ประการหนึ่ง หญิงก็ไม่ควรจะสึกหรอมากไปหลายแห่งในตระกูลต่ำ ถ้าตัดสินให้เปนของบิดามารดาแล้ว ก็จะทำให้สึกหรอมากไป ดังเช่นเปนในความฎิกาสองเรื่องนี้ ก็ในตระกูลสูงโดยว่า หญิงพลัดไปสึกหรอในสถานที่ต่ำ เปนที่อับอายขายหน้าแก่ญาติพี่น้อง ก็เมื่อคืนมาให้ญาติพี่น้อง ถึงไปต้องสึกหรอเปนสองซ้ำสามซ้ำ ญาติพี่น้องทั้งปวงคงจะไม่ยอมให้ไปสึกหรอในตระกูลต่ำ โดยจะต้องสึกหรอ เขาคงจะให้ไปสึกหรอในที่มีศักดิ์สุง เปนที่ยำเยงเกรงกลัวของคนเปนอันมาก จนคนทั้งปวงเกรงใจไม่ออกปากพูดถึงความเรื่องนั้นได้ ก็เปนอันแก้อายให้หายไปโดยลำดับ เพราะจะทำคนทั้งหลายให้ลืมความนั้นเสีย ๚ะ

ประกาศมาณวันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีฉลู สัปต ศักราช ๑๒๒๗ ฤๅเปนวันที่ ๕๓๓๒ ในรัชกาลประจุบันนี้ ๚ะ