เรื่องของสมเด็ดพระเจ้ากรุงธนบุรี/เรื่อง 2

พระราชประวัติบางตอน
ของสมเด็ดพระเจ้ากรุงธนบุรี
(จากฉบับสมุดไทย)

ขนะนั้น มีผู้นำคุยระหัดคดีมากราบทูนว่า เจ้าพระยาอภัยราชา พระยาเพชรบุรี จมื่นทิพเสนา นายจุย นายเพงจัน คิดกบดจะเอาราชสมบัติถวายกรมหมื่นเทพพิพิธ ๆ รู้ระคายก็หนีไปจากวัดกะโจม ตามไปจับได้นะป่านาเริ่ง เจ้าพระยาอภัยราชา พระยาเพชรบุรี นายจุย นั้นเคี่ยนแล้วไห้จำไว้ จมื่นทิพเสนา นายเพงจัน หนี หาได้ตัวไม่ ขนะนั้น สั่งไห้ส่งกรมหมื่นเทพพิพิธออกไปนะเกาะลังกาทวีป ครั้นเดือนห้า ขึ้นสิบเอ็ดค่ำ ลุสักราชได้พันร้อยยี่สิบเอ็ด ปีเถาะ เอกสก พระเจ้าหยู่หัวก็ถวายพระเพลิงสมเด็ดพระพุทธเจ้าหลวงและพระพันปีหลวงตามหย่างประเพนีแต่ก่อน

ขนะนั้น ยังมีบุตรจีนคลองสวนพลูคนหนึ่งขึ้นไปค้าขายหยู่นะเมืองตากหลายปี ครั้นหยู่มา จีนผู้นั้นเปนคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ช่วยกรมการชำระถ้อยความของราสดรหยู่เนือง ๆ เจ้าเมืองตากนั้นป่วยลงก็ถึงแก่ความตาย จีนมีชื่อผู้นั้นก็ตัดผมเปนไทย ลงมานะกรุงสรีอยุธยา จะเดินเปนเจ้าเมืองตาก จึงเข้ามาหานายสดเปนคนรักกันกับชายมีชื่อผู้นั้น นายสดก็พาชายผู้นั้นไปหาหลวงนายชาญภูเบสนายเวนมหาดเล็กของขุนหลวงหาวัด หลวงนายชาญภูเบสก็ไปหาพระยาจักรีว่า ชายมีชื่อจะเดินเปนตัวเมืองตาก จะกราบเท้าเจ้าคุนไห้ช่วยด้วย พอมีหนังสือลงมาวางเวนว่า เจ้าเมืองตากนั้นถึงอนิจกัมเสียแล้ว พระยาจักรีนำบอกขึ้นกราบบังคมทูนพระกรุนาว่า เจ้าเมืองตากถึงแก่กัมเสียแล้ว พระเจ้าหยู่หัวซงพระดำหริว่า เมืองตากเล่าก็เปนเมืองหน้าสึกหยู่ ไห้พระยาจักรีหาคนที่มีสติปัญญาพอจะเปนได้ พระยาจักรีครั้นเห็นได้ท่วงทีแล้วก็กราบบังคมทูนว่า เห็นจะจัดแจงได้ พระเจ้าหยู่หัวก็สเด็ดขึ้น พระยาจักรีก็กลับออกมาบอกกับนายชาญภูเบสว่า ได้ จึงไห้หาชายมีชื่อผู้นั้นเข้ามาบอกว่า พระเจ้าหยู่หัวโปรดแล้ว พระยาจักรีจะไห้มีท้องตราขึ้นไป พระยาจักรีก็นำเอาชายมีชื่อผู้นั้นเข้าเฝ้าถวายบังคม ซงพระกรุนาโปรดไห้เปนพระยาตาก จึ่งพระราชทานเครื่องยสสำหรับเมืองเก่านั้นขึ้นไป

พระยาตากกับภรรยาและบ่าวของตัวขึ้นไปถึงเมืองตาก วางตรา กรมการทั้งปวงพร้อมกัน ก็จัดแจงเรือ และคนสำหรับเมือง คานหามแห่นั้นสิ้น พระยาตากครองเมืองตากสืบไป ไพร่บ้านพลเมืองชื่นชมยินดีนัก จะว่ากล่าวอันไดคนกลัวเกรงมาก ก็จัดแจงตั้งบ่อนถั่วบ่อนไก่ไห้กรมการมาเล่นทั้งชาวบ้านชาวเรือ คิดฉ้อตระบัดถ้อยความของราสดรว่าเสียผู้เดียว ข่มเหงกรมการทั้งปวง ชาวบ้านชาวเรือที่มีทรัพย์เอาเปนของตนสิ้น กรมการทนทานมิได้ จึ่งร่วมคิดกันหลายคนว่า เราทั้งปวงเรี่ยไรเงินกันเข้าจ้างคนดีมีวิชาไห้ค่าเจ้าเมืองเสีย จึงชวนกันเที่ยวหาจ้างคน อ้ายรั่งทาสหลวงยกบัตรก็รับเอา หยู่ได้สามวันสี่วัน เห็นสนิธ เพลาค่ำ ถือดาบย่องเข้าไปที่พระยาตากนอนนั้น ครั้นเห็นหลับสนิธแล้ว ถือดาบตรงเข้ามาเงื้อดาบขึ้นจะฟัน ก็บังเกิดเปนไฟลุกขึ้นทั้งตัว เห็นประจักส์แก่ตา อ้ายรั่งตกไจล้มลง พระยาตากตื่นขึ้น เห็นคนถือดาบ ก็จับเอาตัวได้ จึงว่า อ้ายนี่จะค่ากูด้วยอันได อ้ายรั่งจึงว่า เขาจ้างไห้มา ข้าพเจ้ายากจน ก็รับจะค่าเจ้าคุนเสีย เจ้าคุนบุญมาก จะเปนกสัตร พอข้าพเจ้าเงื้อดาบขึ้นจะฟัน เปนไฟลุกขึ้นทั้งตัว เจ้าคุนจะได้เปนกสัตรเปนมั่นคง ขอชีวิตข้าพเจ้าเถิด พระยาตากได้ฟังอ้ายรั่งทำนายว่า ตัวจะได้เปนเจ้าแผ่นดิน มีไจกรุนาปล่อยอ้ายรั่งนั้นเสีย พระยาตากมีไจกำเริบขึ้น กะทำซึ่งสิ่งอันชั่วต่อไป ไม่กลัวเกรงพระราชอาญาหามิได้

กรมการพร้อมกันแต่งหนังสือเข้าชื่อกันบอกลงมาถึงสมุหนายก กล่าวโทสพระยาตากว่า กะทำหยาบช้าเปนหลายข้อ สมุหนายกก็นำเอาข้อความขึ้นกราบถวายบังคมทูน พระเจ้าหยู่หัวได้ซงซาบเหตุดังนั้น จึงไช้ไห้ขุนรามรนภพขึ้นไปจับพระยาตากค่าเสีย เปนคนหาหยู่ไนหิริโอตตัปปะมิได้ โฉดเขลาเมาไนสันดานพาลประทุสจริต ไห้ขึ้นไปค่าเสีย ครั้นค่าเสียแล้ว ไห้ครองเมืองเทิก ขุนนางมีชื่อผู้นั้นก็ขึ้นไป พระยาตากรู้ ไห้ลงมารับข้าหลวงขึ้นไปเลี้ยงดูมิไห้รู้หนักเบา จับข้าหลวงค่าเสีย กรมการทั้งปวงเข้าชื่อกันบอกลงมา พอพม่าติดกรุงพระนครสรีอยุธยา ก็จนไจหยู่

ฝ่ายข้างกรุงอังวะนั้น อองเจ๋นายบ้านนักโชโปได้ถวัลยราชย์ไนสักราชพันร้อยสิบหกปี มีราชโอรสสี่องค์ ๆ ผู้พี่ชื่อ มังลอง น้องถัดนั้นชื่อ มองระ น้องชื่อ มังแวง น้องชื่อ มังโป น้องสุดนั้นชื่อ โภเชียง แต่มังลองนั้นไปภานเมืองดิเบเยียง พระราชทานเครื่องราโชปโภคตามถานาสักดิ มองระนั้นไปภานเมืองบิด มังโปไปภานเมืองอันเมียง มังแวงไปภานเมืองปะดง มังเจ๋ไปภานเมืองปะคาน โภเชียงไปภานเมืองเบงตะแล ฝ่ายพระเจ้าอังวะเสวยสมบัติแปดปี ซาบเหตุว่า กรุงสรีอยุธยาผลัดแผ่นดิน ดำหรัดไห้เกนทัพพลฉกันลำเครื่องเก้าหมื่น ช้างสองร้อย ม้าพันหนึ่ง สำเหร็ดแล้วก็สเด็ดดำเนินทัพออกจากกรุงอังวะ ทัพหน้าเข้าตีเมืองมะริด เมืองตะนาวสรี ฝ่ายพระเจ้าหยู่หัวได้ตรัดซาบเหตุดังนั้นแล้ว ดำหรัดไห้พระยายมราชเปนทัพหน้า พลทหารสามพันทัพหนึ่ง ไห้พระยาทาระมาถืออาญาเปนแม่ทัพ พลทหานสองพันยกไปตั้งหยู่นะเมืองกุยบุรี พม่าขึ้นมาตีทัพพระยายมราชนะแก่งตูมแตก พระยาทาระมาจึงไพร่ห้าร้อยเข้าบันจบกองปลัดชู แล้วไห้ยกไปตั้งตำบนวาขาวริมทเล ฝ่ายทัพหน้าพม่ายกขึ้นมาตี กองปลัดชูก็แตกพ่าย พระเจ้าอังวะจึ่งดำเนินทัพเข้ามานะเมืองกุย เมืองปราน เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี

ขนะนั้น สมเด็ดพระอนุชาธิราชลาผนวดออกว่าราชการแผ่นดิน ไห้ถอดเจ้าพระยาอภัยราชา เจ้าพระยายมราช พระยาเพชรบุรี ออกจากสังขลิด แล้วดำหรัดไห้เกนพลทหานขึ้นรักสาหน้าที่เชิงเทินรอบพระนคร กำแพงตามหน้าพระราชวังนั้นไห้รื้อเสีย เอาไม้ขอนสักปักปิดประตูน้ำประตูบกทั้งรอบกรุง ไห้พระยากลาโหม พระยารัตนาธิเบส พระยาราชบังสัน ยกออกตั้งค่ายนะบ้านตาลาน อนึ่ง ไห้โพนทะนาพระยาราชมนตรี จมื่นสรีเสาวรักส์ แล้วไห้มีกะทู้ถามว่า เข้าไปคบหาทำชู้ด้วยข้างไน ครั้นเปนสัจแล้ว ไห้ลงพระราชอาญาเคี่ยนคนละเก้าสิบ จำขังไว้สามวัน พระยามนตรีตาย ไห้เอาไปเสียบประจานไว้นะประตูชัย ฝ่ายพระเจ้าอังวะดำเนินทัพเข้ามาตั้งนะทุ่งบางกุ่มบ้านกะเดื้อง กองหน้าตั้งโพสามต้น จึ่งหลวงอภัยพิพัธจัดจีนนายไก้สองพันยกออกไปจะตั้งค่าย พม่าข้ามแม่น้ำโพสามต้นมาตี กองทัพจีนก็แตกลงน้ำ พม่าเห็นได้ทีก็ไล่ติดตามค่าฟันมาถึงปรกวัดทเลหย้า กองจมื่นทิพเสนาตั้งหยู่ที่นั้นแลเห็นก็พลอยแตกข้ามน้ำมาด้วย เสียผู้คนเปนอันมาก พม่าก็ยกกองทัพตามเข้ามา ตั้งค่ายนะพเนียดแลวัดพระเจดีย์แดง ครั้นนะเดือนห้า แรมแปดค่ำ ปีมะโรง โทสก พม่ายกไปตีท้ายคูทั้งสองฟาก บันดาครอบครัวชายหยิงซึ่งหยู่บกนั้นพม่าจับได้มัดผูกค่าฟันเปนกอง ๆ ที่หยู่เรืออัดแอกันทั้งแม่น้ำ พม่าลงเรือได้ ไล่ค่าฟันล้มตายเปนอันมาก แล้วเผากำปั่นวิลันดาและเรือไหย่น้อยเสีย เอาสพลอยเต็มทั้งแม่น้ำจนกินน้ำมิได้ ครั้นเดือนห้า แรมสิบสี่ค่ำ พม่าเอาปืนไหย่มาตั้งนะวัดราชพรึกระสัตรายิงเข้ามาไนกรุง พระเจ้าหยู่หัวสเด็ดซงช้างต้นพลายแสนพลพ่ายไปทอดพระเนตรกำชับหน้าที่วังสวนหลวง สภสวรรค์ และป้อมมหาชัย ครั้นเพลาเย็น พม่าเลิกข้ามฟากไปข้างวัดพูเขาทอง ถึงเพลาเช้า ขึ้นค่ำหนึ่ง เดือนหก พม่าเอาปืนไหย่เข้ามาตั้งนะวัดพระเมรุ จังกายิงระดมเอาพระราชวังและพระที่นั่งสุริยาอมรินท์ทั้งกลางวันกลางคืน พอพระเจ้าอังวะซงพระประชวรลง จึ่งไห้ถอยทัพไปทางเมืองเหนือแต่นะเดือนหก ขึ้นสองค่ำ ปีมะโรง โทสก ถึงตำบนตะเมาะกะโลนอกด่านระแหงเปนระวางมัชชิมวิถี ก็สวรรคต เสวยราชสมบัติได้แปดปี ฝ่ายพระเจ้าหยู่หัวจัดไห้พระยายมราชพระสรีราชเดโชไปตามกองทัพพม่าจนพ้นด่านระแหงแล้วก็กลับมา ฝ่ายมุขมนตรีกรุงอังวะก็อันเชินพระสพไปยังกรุงพุกามประเทสราชธานี แล้วก็พร้อมกันอันเชินมังลองราชโอรสขึ้นดำรงอานาจักรรักสาราชประเพนีโดยขัตติยะจารีตพระมหากสัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน

ฝ่ายข้างกรุงเทพมหานครนั้นไห้ขุดได้ปืนกะสุนสามนิ้วสี่นิ้วนะที่ค่ายหลวงพระเจ้าอังวะนั้นสี่สิบกะบอก แล้วสเด็ดพระราชดำเนินขึ้นเฝ้าสมเด็ดพระเชตถาธิราชนะพระที่นั่งสุริยาอมรินท์เนือง ๆ ครั้นเดือนแปด ข้างขึ้น ก็สเด็ดพระราชดำเนินออกไปหยู่นะวัดโพทองคำยาส ซงผนวดแล้วกลับเข้ามานะวัดประดู่ ขนะนั้น ไห้รื้อพระที่นั่งสุริยาอมรินท์ลงไหม่ สิบเดือนจึงสำเหร็ด อนึ่ง แต่ครั้งมังลองตีได้เมืองหงสาวดีนั้น มอนชาวเมืองเมาะตะมะอพยพหนีเข้ามานะเมืองทวายหยู่ประมานพันเสส ซงพระกรุนาไห้รับเข้ามาไว้นะกรุงถึงนะเดือนอ้าย ปีมะโรง โทสก มอนไปชุมกันหยู่นะเขานางบวด คิดกบดขึ้น ยกเข้าตีเมืองนครนายก พระเจ้าแผ่นดินดำหรัดไห้พระสรีราชเดโชเปนแม่ทัพ คนสองพัน ยกออกไป ฝ่ายมอนหาอาวุธมิได้ เสี้ยมแต่ไม้กะบองขว้างทัพพระสรีราชเดโชแตกเข้ามา จึงไห้พระยายมราชเปนแม่ทัพ พลทหานสองพัน พระยาเพชรบุรีเปนแม่ทัพหน้า คนพันหนึ่ง ยกไปตีมอนไม่แตก หนึ่งไปทางหล่มสัก ตั้งหยู่ตลาดกดแร่ ครั้นปีมะเสง ตรีสก พระเจ้าอังวะไห้มองหมวงราชบุตรอันภานเมืองพวงกานั้นยกไปตีเมืองเชียงไหม่ ฝ่ายเจ้าเมืองลำพูนนั้นพาอพยพเข้ามาพึ่งพระราชสมภารสรีอยุธยาทางด่านเมืองพิชัย

ฝ่ายชาวเมืองเชียงไหม่มีสุภอักสรมาว่า จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็ดบรมบพิตรพระพุทธเจ้าหยู่หัวนะกรุงเทพมหานครเปนที่พึ่ง ขอกองทัพไปช่วย พระเจ้าหยู่หัวไห้เกนทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระยาพิสนุโลกเปนแม่ทัพ พลทหานห้าพัน ยกไปถึงตำบนบ้านระแหง จึ่งได้ข่าวว่า เมืองเชียงไหม่เสียแก่พม่าแล้ว กองทัพพม่านั้นค้างรึดูหยู่เมืองเชียงไหม่ ฝ่ายว่าพระเจ้าอังวะซงพระประชวรลงก็ถึงซึ่งพิราลัยไปสู่ปรโลก หยู่ไนราชสมบัติสามปี สักราชพันร้อยยี่สิบเจ็ดปี จึ่งพระอนุชาธิราชซึ่งซงพระนาม มองระ นั้นสเด็ดขึ้นเถลิงถวัลยราชย์ราชัยสวรรยานะกรุงรัตนบุรีอังวะสืบสันตติสุริวงส์ดำรงราชประเพนีสืบไป ฝ่ายฮุยตองจารู้ว่า กรุงอังวะผลัดแผ่นดินไหม่ ก็คบคิดกับชาวเมืองทวายไล่ค่าฟันพม่าซึ่งหยู่รักสาเมืองเสียสิ้น ฮุยตองจาก็ได้เปนไหย่ จึ่งแต่งเครื่องมงคลราชบรรนาการ มีดอกไม้ทองเงินเปนต้น ส่งเข้ามานะกรุง ครั้นนะเดือนแปด ปีมะเมีย จัตวาสก น้ำเหนือหลากมา แดงเหมือนน้ำดินแง หยู่สามวัน หายไปเปนปรกติ ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งไห้ส่งออกไปเสียนะเกาะลังกาทวีปนั้นไปเที่ยวหยู่นะเมืองแขกพราหมน์ รู้กิตติสัพท์ล่ำลือไปว่า กรุงสรีอยุธยาเสียแก่มังลองแล้ว จึ่งโดยสานกำปั่นลูกค้าเมืองเทสเข้ามานะเมืองมะริด พระเจ้าหยู่หัวไห้รับไว้นะเมืองตะนาวสรี แล้วแต่งข้าหลวงออกไปกำกับ ครั้นถึงปีวอก ฉสก เดือนแปด น้ำหลากมาอีกครั้งหนึ่ง แดงเหมือนน้ำดินแดงจาง หยู่สองวัน หายเปนปรกติดีไป ครั้นนะเดือนอ้าย สเด็ดไปนมัสการพระฉาย แรมหยู่สามวัน แล้วสเด็ดกลับลงมาสมโภชพระพุทธบาทเจ็ดวัน ดำเนินกลับลงมายังกรุงเทพมหานคร

ขนะนั้น นายสังคลองพุจามเอาน้องสาวทูนเกล้าทูนกะหม่อมถวายสมเด็ดพระเจ้าแผ่นดิน ชื่อ หม่อมฟัก หม่อมปาน พระเจ้าหยู่หัวซงพระเสน่หายิ่งนัก โปรดหม่อมฟักไห้เปนพระสนมเอก และตัวนายสังจะว่ากล่าวอันไดสิทธิขาด จะได้มีผู้ไดล่วงเกินนั้นหามิได้ ข้าราชการกลัวเกรงมาก เข้าออกนอกไม่ได้ ครั้นสเด็ดออกว่าราชการนะพระที่นั่ง ข้าราชการผู้ไหย่ผู้น้อยเข้าไปเตรียมเฝ้าทุกเพลากว่าสเด็ดออก ครั้นข้าราชการพร้อมแล้ว นายสังทำเปนทีสเด็ดออกแหวกพระสูตรกว้าง ขุนนางเฝ้าหมอบหยู่ก็ถวายบังคมพร้อมกัน แต่ทำมาดังนี้เนือง ๆ ขุนนางข้าราชการน้อยไจไม่รู้ที่จะคิดประการได ขนะนั้น นายสังคิดประพรึติพาลไห้ผิดประเพนี ทำพาสีผักบุ้ง ราสดรเก็บไห้ส่งเจ้าพาสี รับต่อเจ้าพาสีไปขาย ถ้าลักลอบเอาไปขาย จับได้ไห้ปรับไหมมีโทสคนละห้าตำลึง ชาวบ้านจะเก็บผักบุ้งบริโภคนั้นก็กลัว ลือไปทั้งกรุง มารดาจัดซื้อข้าวเปลือกทุกอำเพอกรุงพระนครสรีอยุธยามาขึ้นฉางไว้ แล้วป่าวร้องราสดรมาซื้อข้าวไนฉางไปบริโภค ราสดรชาวประเทสบ้านนอกคิดกันประมานสิบเก้าคนยี่สิบคนมาร้องแก่ท่านอัคมหาเสนาเปนหลายครั้ง ท่านอัคมหาเสนาก็จนไจหยู่ แต่นั้นมา พระพุทธเจ้าหยู่หัวไม่สบายพระทัยเลย จะบันทมก็มิได้หลับทั้งกลางวันกลางคืนเปนหลายเพลา จึ่งสั่งอัคมหาเสนาผู้ไหย่ไห้เอาละคอนมาเล่นหน้าพระที่นั่ง จะทอดพระเนตรไห้สบายพระทัยสักหน่อยหนึ่ง จึงอัคมหาเสนาสั่งเจ้าพนักงานไห้ปลูกโรงละคอนหน้าพระที่นั่ง แต่งการเส็ดแล้ว ครั้นเพลาย่ำค้องรุ่ง จึงไห้โหมโรง สมเด็ดพระเจ้าแผ่นดินสเด็ดทอดพระเนตรพอสบายพระราชหรึทัย เพลาบ่ายสองโมงสามโมง นายแทน นายมี จำอวดสองคน เปนผู้หยิงคนหนึ่ง เปนผู้ชายคนหนึ่ง มัดกันจะเอาเงินค่าผูกคอ นายมีผู้หยิงจึงว่า จะเอาเงินที่ไหน จนจะตาย แต่เก็บผักบุ้งขายยังมีพาสี แต่ยื้อซักผลักไสกันไปมา ก็ว่าขึ้นอีกเปนสองครั้ง แต่เก็บผักบุ้งยังมีพาสี ซาบถึงพระกรรนจึงตรัดว่า ไครผู้ไดทำ ซงพระพิโรธ ไห้เลิกละคอนเสีย ซงชำระ กริ้วข้าราชการผู้ไหย่ผู้น้อยเปนอันมากว่า นิ่งเสียมิได้เพ็ดทูนไห้รู้ ไห้มีกะทู้ถามข้าราชการผู้ไหย่ผู้น้อย ๆ ก็รับสารภาพผิด โทสข้าพระพุทธเจ้าถึงตายสิ้นเทียบกบด ด้วยเกรงยิ่งนัก นายสัง มารดานายสัง ทำ พระราชทรัพย์เข้าท้องพระคลังก็นิ่งหยู่ ควนมิควนสุดแล้วแต่จะโปรด นายสังถวายเงินพาสีซึ่งทำได้สามเดือนเปนเงินตราสี่ร้อยชั่งเสส ซงพระพิโรธ ตรัดสั่งไห้ประหารชีวิต ทำไห้ผิดประเพนี พอนะวันเดือนสี่ ขึ้นสิบห้าค่ำ ไห้งดหยู่ จึงดำหรัดสั่งเจ้าพระยาทาระมา เจ้าพระยาราชภักดี เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาพลเทพ ชำระเงินคืนไห้ราสดรไห้ทั่ว ป่าวร้องไห้มารับทุกอำเพอ แต่มารดานายสังซึ่งขายข้าวไนฉางนั้นเอาขึ้นขาหย่างเสียบประจานไว้นะประตูข้าวเปลือก 3 วัน ครั้นหยู่มา นายสังสอดหนังสือลับไห้มอนรับจ้างเอาไห้แก่พวกมังลองพม่าไห้ยกเข้ามา เราจะจัดแจงคิดไห้ อนึ่ง ดำหรัดไห้พระวิสูตรโยธามาตฟั่นเชือกน้ำมันทำรอกไว้ไห้มาก ถ้ามีการสึกมา จะเอาไม้ตั้งขาหย่างบนป้อมและเชิงเทิน แล้วจะเอารอกติดเอาปืนกะสุน 3–4 นิ้วชักขึ้นไปไห้สูง แล้วจะล่ามชนวนยิงมิไห้ข้าสึกเข้ามาไกล้

ครั้นเดือนสาม ปีวอก ฉสก พระเจ้าอังวะดำหรัดไห้มังมหานรทา 1 มคราโบ 1 มังยิเจสุ 1 สกุกามาแยงตยุ 1 ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองทวาย เมืองตะนาวสรี บอกข้อราชการเข้ามากราบทูนว่า พม่ายกมาตีเมืองทวาย และฮุยตองจาเจ้าเมืองนั้นก็หนีเข้ามานะเมืองตะนาว ครั้นพม่าตีเมืองมะริด เมืองตะนาว แตกแล้ว ฮุยตองจาหนีเข้ามาทางเมืองชุมพร พม่าก็ยกติดตามเข้ามาเผาเมืองชุมพรเสีย แล้วยกไปเมืองทวาย และฮุยตองจานั้นซงพระกรุนาไห้ส่งไปไว้นะเมืองชลบุรี แต่กรมหมื่นเทพพิพิธนั้นไห้ส่งไปไห้ส่งไปเมืองจันทบูรน์ แล้วดำหรัดไห้พระพิเรนเทพเปนแม่ทัพออกไปตั้งหยู่กาญจนบุรี ครั้นนะเดือนเจ็ด มังมหานรทาไห้เยงดอยุกลับขึ้นไปแจ้งราชการนะกรุงอังวะ แล้วจึ่งปรึกสากันว่า เรามาตีเมืองทวายได้ บัดนี้ หาผู้ไดจะต้านทานต่อมีฝีมือทแกล้วทหานเราไม่ ควนเราจะยกไปชิงเอาซึ่งเสวตฉัตรนะกรุงเทพมหานครเปนความชอบถวายพระเจ้าอังวะก็เห็นจะได้โดยสดวก ปรึกสาพร้อมกันแล้วก็ดำเนินพยุหะโยธาทัพสรรพด้วยเครื่องสัตราวุธทั้งปวงเข้ามาตีเอาเมืองกาญจนบุรี แล้วยกมาบันจบกันนะบ้านลูกแก

ขนะนั้น เรือลูกค้ามาตั้งหยู่เปนอันมาก พม่าลงไล่ค่าฟันตายไนน้ำและบก จับเปนไปได้เปนอันมาก แล้วพม่ายกไปตั้งค่ายหยู่นะตอกะออมและดงรังหนองขาว จึงไห้เกนทัพหัวเมืองปากไต้ไปตั้งรับนะบำรุ ทัพเรือตั้งหยู่นะบางกุ้ง แล้วไห้เกนทัพเมืองพิสนุโลกมาตั้งหยู่นะวัดพูเขาทอง ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งนะวัดพระเจดีย์แดง แล้วไห้พระยาทาระมาคุมกองทัพนครราชสีมาลงมารักสาเมืองธนบุรี อนึ่ง พระยาพิสนุโลกไห้พระยาพลเทพกราบทูนพระกรุนาล่ากลับขึ้นไปปลงสพมารดา ไห้หลวงโกสามหาดไทย หลวงเทพเสนา คุมกองทัพหยู่นะวัดพูเขาทองแทน โปสุพลาพม่ายกแต่เมืองเชียงไหม่ตีเข้าทางด่านเมืองสวรรคโลกมาตั้งค่ายนะเมืองสุโขทัย พระยาพิสนุโลกยกพลทหานไปช่วยล้อมพม่าเมืองสุโขทัย ขนะนั้น เจ้าฟ้าจีตต้องโทสติดเวนจำหยู่ไนพระราชวัง หลวงโกสาคิดอ่านไห้หนีออกไปนะวัดพูเขาทอง แล้วก็พาเลิกทัพกลับไป ซงพระกรุนาแต่งข้าหลวงไปตามเปนหลายนายหาทันไม่ เจ้าฟ้าจีตไปถึงเมืองพิสนุโลก เข้าเก็บริบเอาทรัพย์เงินทองของพระยาพิสนุโลกสิ้น ภรรยาพระยาพิสนุโลกหนีลงเรือเล็กลอคลองลงมา ฝ่ายพระยาพิสนุโลกรู้ก็เลิกทัพลงมาซุ่มหยู่หลังเมืองพิจิตร ส้องสุมผู้คนได้มาก แล้วก็ยกขึ้นไปตั้งค่ายท้ายเมืองพิสนุโลก รบกับทัพพวกเจ้าฟ้าจีตหลายเพลา เจ้าฟ้าจีตจึงแตกหนีออกจากเมือง ตามจับได้ ไส่กรงส่งมาท้ายทุ่งสากเหล็ก ฝ่ายผู้คุมรู้ว่า พม่าตั้งหยู่บ้านกูบ ก็พาเจ้าฟ้าจีตกลับขึ้นไปนะเมืองพิจิตร พระยาพิสนุโลกจึงไห้ลงมารับเจ้าฟ้าจีตขึ้นไปถ่วงน้ำเสียนะเมืองพิสนุโลก ขนะนั้น ลาวเมืองลำพูนซึ่งไห้ตั้งบ้านเรือนหยู่นะบางลาง และลาวม่วงหวานนั้น พาอพยพหนีไปทางตะวันออกสิ้น ครั้นพม่าล้อมกรุง พระยาตากจัดทหานห้าร้อยคนลงมาอาสาตีทัพพม่าถวาย ครั้นลงมาถึงกรุง เข้าเฝ้ารับอาสาตีพม่า พระเจ้าหยู่หัวพระราชทานเสื้อซงหย่างน้อยที่ดีไห้พระยาตากตัวหนึ่ง กับข้าวสารแจกไห้ทหานคนละถัง แล้วออกตีทัพพม่า

ครั้นเดือนสิบ พม่ายกมาตีเมืองธนบุรีได้ ตั้งพวกพลหยู่วัดสลักสามวัน จึ่งเลิกทัพถอยไปหยู่ตอกะออม ขนะนั้น กำปั่นอังกริดลูกค้าบันทุกผ้าสุรัตเข้ามาจำหน่ายนะกรุงพระยาโกสาธิบดี ไห้ล่ามถามนายกำปั่นว่า พาพม่าเข้ามารบเอาเมืองธนบุรี นายกำปั่นจะช่วยหรือจะไปเสีย นายกำปั่นว่า จะหยู่ช่วย แต่ขอไห้ถ่ายมัดผ้าขึ้นไห้กำปั่นเบาก่อน ครั้นถ่ายมัดผ้าขึ้นแล้ว กำปั่นก็ถอยมาทอดหยู่นะบางกอกไหย่ ครั้นเดือนยี่ พม่าค่ายตอกะออมยกเข้ามาตีเอาเมืองธนบุรีอีก เอาปืนไหย่ขึ้นบนป้อมวิชัยเยนทยิงโต้ตอบกันกับกำปั่นจนเพลาค่ำ กำปั่นถอนสมอถอยขึ้นไปหยู่เหนือเมืองนนทบุรี ฝ่ายทัพพระยายมราชซึ่งหยู่เมืองนนทบุรีเลิกหนีขึ้นไปเสีย พม่าตั้งเมืองนนทบุรีแล้วแบ่งกันขึ้นมาตั้งค่ายที่วัดเขมาตำบนตลาดแก้วทั้งสองฟาก ครั้นเพลากลางคืน นายกำปั่นจึ่งขอเรือกราบมาชักสะลุบล่องลงไปไม่ไห้ปากเสียง ครั้นตรงค่ายพม่าแล้ว ก็จุดปืนรายแคมพร้อมกันทั้งสองข้าง ฝ่ายพม่าต้องปืนล้มตายเปนอันมาก เจ็บลำบากแตกหนีออกจากค่าย ครั้นน้ำขึ้นเพลาเช้า สะลุบถอยมาหากำปั่นซึ่งทอดหยู่นะตลาดขวัน ฝ่ายพม่ายกเข้ามาค่ายเมืองธนบุรี ครั้นเพลาค่ำ ชักไบสะลุบล่องลงไปจุดปืนรายแคมยิงค่ายเมืองธนบุรี ฝ่ายพม่าหนีออกไปแอบหยู่นอกค่าย อังกริดและไทยลงกำปั่นเข้าไปเก็บของหยู่ไนค่าย พม่าจึ่งกลับเข้ามาไล่คนไนค่ายแตก ตัดเอาสีสะล้าต้าอังกริดได้ เสียบไว้ที่หน้าค่าย นายกำปั่นจึ่งขอปืนกะสุนสิบนิ้วสิบกะบอกจะลงไปตีค่ายพม่า แล้วจะขอเรือรบสิบลำ ครั้นเพลาบ่าย นายกำปั่นล่องลงไปถึงเมืองธนบุรีแล้วจึ่งทอดสมอหยู่ ขนะนั้น ไทยซึ่งเอาเรือน้อยลงมาเก็บผลไม้หมากพลูนะสวน อังกริดรับเอาขึ้นไปบนกำปั่นมากกว่าร้อย ก็ไช้ไบหนีไป ครั้นเพลาค่ำ ไทยหนีมาได้สองคน จึ่งรู้เนื้อความ ฝ่ายพม่าก็ยกมาตั้งค่ายตำบนบังไซสีกุก

ขนะนั้น พระอาจารย์เขานางบวดหยู่วัดบ้านระจัน ชาวบ้านแขวงเมืองวิเสสชัยชาญ เมืองสุพรรนบุรี เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี อพยพหนีเข้ามาพึ่งพระอาจารย์นั้นเปนอันมาก ฝ่ายพม่าไปเกลี้ยกล่อม ชาวค่ายบ้านระจันแต่งกันลงมาค่าพม่าตายเสียกลางทางเปนอันมาก พม่าจึ่งแบ่งกันทุกค่ายยกขึ้นไปจะรบ ชาวค่ายบ้านระจันยกออกตั้งหยู่นอกค่าย ไล่ตะลุมบอนฟันแทงพม่าล้มตายเปนอันมาก ฝ่ายขุนนางบดีผู้ไหย่ผู้น้อยออกไปตีค่ายพม่าที่ออกไปตั้งหยู่วัดป่าฝ้ายปากน้ำประสบ ไห้สานสีสุกแบกไป ถ้าจะทำค่ายที่ได จะเอาสีสุกตั้งเรียงไห้ชิดกันแล้วจะขุดมูลดินไปบังเปนค่าย จึ่งไห้คนยกไปวันนั้นมากเต็มทุ่ง เสนาบดีไห้หยุดคนที่ได้ยกไห้พร้อมมูลกันเปนหมวดกอง ก็รั้งรอไป ครั้นเห็นพม่าวัดป่าฝ้ายขึ้นม้าข้ามน้ำไปหาค่ายไหย่ฟากตะวันตกเปนหลายม้า จึ่งปันคนเข้าตี พม่าไนค่ายจึ่งยิงปืนออกมาถูกคนล้มลงห้าคนหกคน ๆ ทั้งนั้นก็ถอยมาสิ้น ครั้นเพลาเย็น ก็เลิกทัพกลับมา ประมาน 2–3 วัน พม่ายกไปตีค่ายบ้านระจัน ทำการกวดขึ้นกว่าเก่า เร่งชาวค่ายบ้านระจันไห้เข้ามาขอปืนไหย่สองกะบอก ปรึกสากราบทูนว่า ถ้าค่ายบ้านระจันเสียแก่พม่า ๆ จะเอาปืนเข้ามารบกรุง จะไห้ไปนั้นมิบังควน ครั้นรุ่งขึ้น พม่ายกไปตั้งค่ายนะบ้านขุนโลกข์ นายจันเขี้ยวคุมพัคพวกออกมาตีพม่า ค่าพม่าตายเปนอันมากประมานสักห้าร้อย ตัวก็ต้องปืนตายไนที่รบ ฝ่ายข้างไนกรุง ยกไปตีค่ายปากน้ำประสบอีก พม่าไห้ยกห้อมคอมวกหลังค่ายทำทีจะหนี พวกอาทะมาดชวนกันวิ่งเข้าไปไกล้ค่ายพม่า ๆ เอาม้าโอบหลัง ก็ถอยหลังมาโพสามต้น จมื่นสรีเสาวรักส์ จมื่นเสมอไจราช ขี่ม้าลงข้ามน้ำมาฟากตะวันออก แต่พวกพระยาตากรับร่อหยู่คอยข้ามมาต่อพายหลัง อนึ่ง พระยารัตนาธิเบสออกไปไร่ทองหล่อปืนไหย่ขึ้นนะบ้านระจันสองกะบอก ครั้นพม่ายกไปตีอีก ค่ายบ้านระจันก็แตก ไพร่พลล้มเปนอันมาก

ขนะนั้น กรมหมื่นเทพพิพิธเข้าหยู่เมืองประจิมบุรี อพยพราสดรเข้ามาหยู่ด้วยเปนหลายหมื่น พม่าจึ่งยกทัพเรือออกไปตีเมืองประจิมแตก กรมหมื่นเทพพิพิธ พระยารัตนาธิเบส หนีไปหยู่เมืองนครราชสีมา ขนะนั้น โปแมงแม่ทัพสีกุกป่วยตาย โปสุพลาแม่ทัพปากน้ำประสบเปนไหย่สิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียว ยกมาตั้งค่ายโพสามต้น แล้วไห้มาตั้งค่ายวัดการ้องก่อป้อมสูง ทัพกรุงเอาเรือขึ้นไปตีค่ายบ้านป้อมวัดการ้อง พม่ายิงปืนมาถูกนายเริกซึ่งรำดาบหยู่หน้าเรือตกน้ำลงคนหนึ่ง ก็ถอยทัพกลับมาสิ้น อันพม่าตั้งค่ายวัดพูเขาทอง พระสุริยะภาซึ่งเปนนายป้อมขัด ก็ไห้ประจุปืนพระมหากาลมรึตยูราชสองสัตสองลูก ยิงไปนัดหนึ่งปืนก็ร้าวราน ครั้นเพลาค่ำ ไทยหนีมาคนหนึ่ง ไห้การว่า ปืนพระมหากาลมรึตยูราชซึ่งยิงออกไปนั้นถูกเรือรบพม่าล่มสองลำ คนตายหลายคน แล้วยกเข้ามาตั้งค่ายที่วัดกระชาย วัดพลับพลาชัย วัดเตา วัดสุเรน วัดแตง ครั้นเดือนสิบสอง แต่งทัพเรือ ไห้พระยาตาก พระยาเพชรบุรี หลวงสรรเสนี ออกไปตั้งหยู่วัดไยคอยสกัดเรือรบพม่าซึ่งขึ้นลงหากัน อนึ่ง พม่าค่ายบางชัยวัดโปรดสัตว์ยกทัพเรือมากลางทุ่ง พระยาเพชรบุรียกออกหยู่นะค่ายวัดสังควาดก็ตายไนที่รบ

พระยาตาก หลวงสรรเสนี ถอยมาแอบดู หาช่วยหนุนไม่ แล้วไปตั้งหยู่วัดพิชัย ฝ่ายข้างไนกรุง เกนกันไปตั้งค่ายที่วัดชัยวรรนาราม จึ่งออกไปตั้งค่ายคลองสวนพลู ครั้นเดือนอ้าย โปสุพลาไห้กองทัพเมืองแพร่มาตั้งโพสามต้นฟากตะวันออก กองทัพเมืองแพร่ยกกองทัพหนีไปทางพระพุทธบาท ไห้คนถือหนังสือเข้ามาถึงพระยายมราชว่า พระเจ้าหยู่หัวซงธัม มีพระคุนหยู่ จึ่งมิได้หยู่รบกรุงด้วยพม่า ครั้นนะเดือนยี่ ปีจอ อัถสก เกิดเพลิงไหม้ไปหยุดที่วัดฉัททันต์ อนึ่ง จีนค่ายคลองสวนพลูสี่ร้อยเสสชวนกันขึ้นไปทำลายพระพุทธบาท เลิกเอาเงินดาดพื้นทองหุ้มพระหุ้มพระดบน้อยลงสิ้น ครั้นพระเจ้าแผ่นดินซงซาบจึงไห้ว่าแก่นายค่ายไห้สืบเอาเงินทองของพระพุทธบาทส่งเข้ามา ขนะนั้น พม่ายกเข้ามาเผาพระที่นั่งพเนียดเสีย แล้วตั้งค่ายที่พเนียด และวัดสามพิหาร และวัดมอระดบ แล้วตั้งล้อมรอบกรุง ข้างฝ่ายไนกรุงนั้น เกิดโจรปล้นมิได้ขาด คนอดโซเปนอันมาก ที่หนีออกไปหาพม่าก็เนือง ๆ แล้วพม่าก็ทำสพานข้ามถนน รอเข้ามาขุดอุมงค์ รุ่งเชิงกำแพง และตั้งป้อมสาลาตีน ตั้งค่ายวัดแม่นาง.

หมายเหตุ — คัดจากหมู่พงสาวดาร ชื่อ พงสาวดารกรุงสรีอยุธยา (เขียนด้วยตัวเส้นดินสอขาว) เลขที่ 2/ก.101 ซื้อ พ.ส. 2450