พระกวีนิพนธ์ฯ/เรื่อง 3


คำอธิบาย เรื่องตั้งโรงเลี้ยงเด็กนี้ เกิดด้วยพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาถ ทรงพระปรารภจะอุทิศส่วนพระกุศลประทานแก่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงนภาจรจรัสศรี พระธิดา ซึ่งสิ้นพระชนม์ในเวลาพระชัณษาได้ 9 ปี จึงนำพระดำริห์นี้ขึ้นกราบบังคมทูล ทรงพระราชดำริห์ว่า ควรจะอุดหนุนในการเลี้ยงเด็ก แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จพ่อทรงจัดการตั้งขึ้นที่สวนมลิ รับเด็กกำพร้าและที่บิดามารดาไม่สามารถจะเลี้ยงดูให้ดีได้ เป็นผลดีที่ได้เด็กออกมารับราชการก็หลายคน แต่ไม่คุ้มผลที่ทำให้มารดาทิ้งหน้าที่เลี้ยงดูลูก บางคนถึงส่งลูกไว้ให้เป็นกำพร้าแล้ว ตนเองก็กลับเข้ามารับจ้างเป็นแม่นมเด็กด้วย ลงท้ายก็ได้รับแต่ลูกเจ๊กเอาทิ้งไว้ให้ ในที่สุด ก็ต้องเลิกล้มไป เพราะได้ไม่คุ้มเสีย และสถานที่นั้นก็กลายเป็นโรงเรียนเบญจมราชูทิศต่อมา.

ทรงพระนิพนธ์(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก)รับโรงเลี้ยงเด็กของพระอรรคชายาเธอ
เมื่อ ร.ศ. 109 พ.ศ. 2433

บทเอยบทดอกสร้อย ใช่แต่งให้เด็กน้อยเจ้าสรวลเส จงร้องเล่นเป็นเพลงผ่อนฮาเฮ แทนลำนำลิเกที่จำมา อันลิเกลามกตลกเล่น รำเต้นสิ้นอายขายหน้า ไม่ควรจะจดจำเป็นตำรา มันจะพาเสียคนป่นปี้เอย ฯ

ตั้งเอ๋ยตั้งไข่ จะตั้งไยไข่กลมก็ล้มสิ้น ถึงว่าไข่ล้มจะต้มกิน ถ้าตกดินเสียก็อดหมดฝีมือ ตั้งใจเรานี้จะดีกว่า อุตส่าห์อ่านเขียนเรียนหนังสือ ทั้งวิชาสารพัตรเพียรหัดปรือ อย่าดึงดื้อตั้งไข่ร่ำไรเอย ฯ

ตุ๊ดเอยตุ๊ดตู่ ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้ ขี้เกียจหนักหนาระอาใจ มาเรียกให้กินหมากไม่อยากคบ ชาติขี้เกียจเบียดเบียฬแต่เพื่อนบ้าน การงานสักนิดก็คิดหลบ ตื่นเช้าเราจะหมั่นประชันพลบ ไม่ขอพบขี้เกียจเกลียดนักเอย ฯ

กะเอยกะเอย อย่าละเลยกุ้งไม้ไว้จนเหม็น มากินข้าวเถิดนะเจ้าข้าวจะเย็น ไปมัวเล่นอยู่ทำไมใช่เวลา ถ้าถึงยามกินนอนผ่อนผัดนัก ก็ขี้มักเจ็บไข้ไม่แกล้งว่า จะท้องขึ้นท้องพองร้องระอา ต้องกินยาน้ำสมอขื่นคอเอย ฯ

โอเอยโอละเห่ คิดถ่ายเทตื่นนอนแต่ก่อนไก่ ทำขนมแซงม้าหากำไร เกิดขัดใจกันในครัวทั้งผัวเมีย ผัวตีเมียด่าท้าขรม ลืมขนมทิ้งไว้ไม่คนเขี่ย ก้นหม้อเกรียมไหม้ไฟลวกเลีย ขนมเสียเพราะวิวาทขาดทุนเอย ฯ